Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

My Articles

Blog EntryMar 11, '10 9:25 AM
for everyone
Side by Side Colt Defender vs Glock 36


มือใหม่หัดเทียบปืน

(กรุณาดูรูปประกอบจากอัลบั้มรูปColt Defender VS Glock 36)

บทนำ

จาก ที่มีโอกาสได้สัมผัสกับ อาวุธปืนสั้น ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว น่ากังวล ในการเอ่ยถึง หรืออาจรู้สึกไม่มั่นใจเวลามีใครก็ตามที่ถือปืนอยู่ใกล้ๆ(ก็แน่ละครับ ใครจะชอบให้คนถือปืนอยู่ใกล้เราในยามปกติ) แต่ มองในอีกทางหนึ่ง ปืนก็เป็นสิ่งที่ใช้ในการป้องกันชีวิต และทรัพย์สินได้ด้วย ซึ่งในทางกฏหมายแล้ว ก็อนุญาตให้บุคคลมีอาวุธปืนไว้ใช้ในสำหรับป้องกันทรัพย์สิน หรืออาจจะให้ใช้ในเชิงการกีฬา ซึ่งนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทยก็ทำชื่อเสียงได้ในระดับโลกเช่นกัน


กลับ มาเข้าเรื่องที่อยากคุยในครั้งนี้ดีกว่าครับ สำหรับมือใหม่ในด้านของอาวุธปืนแบบผม หรือหลายท่านอาจเคยรู้สึกเหมือนผมว่า หากจะต้องมีปืน อยากได้ปืนที่มีขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบา พกง่ายๆ ไม่ค่อยเป็นที่สังเกต แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปืนยิ่งสั้นยิ่งกระทัดรัด ลำกล้องสั้น นอกจากจะมีแสงรีคอย (หรือที่เรียกกันว่า แรงถีบหรือแรงเตะของปืน)จะมากกว่าแล้ว เรื่องความแม่นยำของปืนก็ยังเป็นรอง ปืนที่มีขนาดลำกล้องยาวกว่า ทั้งนี้หมายถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆเหมือนกันนะครับ


กระนั้นก็ตาม ปืนทรงกระทัดรัด ที่เรียกกันในขนาด Compact หรือ SubCompact ก็ยังมีผู้นิยมเพราะน้ำหนัก และขนาดเหมาะแก่การพกพาเป็นอย่างยิ่ง ในครั้งนี้ผมขออนุญาตแนะนำ ปืน 2 รุ่นจาก 2 ยี่ห้อ ที่ได้รับความนิยมพอสมควร โดยรุ่นแรกที่จะมาแนะนำคือ Colt Defender ซึ่งได้ชื่อชั้นเป็นหนึ่งในตำนานปืนทรง 1911 เพียงแต่เป็นตัวที่มีขนาดลำกล้องสั้นเพียง 3 นิ้ว ตัวโครงปืนลดน้ำหนักด้วยการใช้โลหะอัลลอยด์ ส่วนสไลด์ทำจากแสตนเลสด้านข้างปัดเงา ส่วนด้านบนขัดด้านช่วยลดแสงสะท้อนเมื่อเวลาเล็ง


ส่วน อีกรุ่นที่มาแนะนำคือปืนที่ออกแบบโดยนักออกแบบชาวออสเตรีย ซึ่งหลายท่านคงเคยได้ยินว่าปืนกล็อก เป็นปืนพลาสติก เหมือนปืนเด็กเล่น ไม่มีเซฟ โดยที่มาแนะนำในครั้งนี้คือ Glock 36 ลำกล้องยาว 3.78 นิ้ว เป็นตัว Slimline หรือเป็นตัวบางที่สุดของกล็อก ขนาดทั่วไปเล็กและสั้นกว่า Glock19 รุ่น พิมพ์นิยมอยู่เล็กน้อย แต่ได้เรื่องของความบาง โครงปืนเป็นโพลิเมอร์ทำให้น้ำหนักปืนเบามาก สไลด์เป็นเหล็กรมดำด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่าการชุบเทนนิเฟอร์ซึ่งให้ความคงทน และความแข็ง ทนทานต่อสนิม ระบบปฏิบัติการของกล็อกจะไม่มีนกนอก ทำให้การพกพาไม่เกะกะหรือเกี่ยวเสื้อผ้าเวลาต้องชักปืนเร็วๆ เป็นข้อได้เปรียบในด้านกายภาพอย่างหนึ่ง


รูปลักษณ์ภายนอกทั่วไป

คน ทั่วไปหรือมือใหม่อย่างผม หากนำปืนสองกระบอกดังกล่าวมาวางคู่กัน มองแว๊ปแรก ยังไงเสียก็ต้องสะดุดตากับความขาวมันเงา สะท้อนความเป็นโลหะแข็งแกร่งของ Colt Defender รวมทั้งรูปทรงที่ดูอมตะในแบบ 1911 เพียง แต่มาในขนาดกระทัดรัด มีเหลี่ยมสันเหมือนบุรุษหนุ่นรูปงาม ดูสำอางค์ แต่มีมัดกล้ามให้เห็น สื่อถึงความเป็นตำนานได้อย่างดี และด้วยขนาดกระทัดรัด ทำให้เป็นปืนที่ดูสวยงามน่าจับน่าสัมผัสรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว ในขะณะที่เมือหันมอง Glock36 จะ ดูเคร่งขรึมด้วยโทนสีดำ รูปทรงดูแข็งๆแต่ใช้การลบเหลี่ยมให้ดูมนขึ้นตามขอบต่างๆ มองไปคล้ายบุรุษนิรนามที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำ ดูลึกลับ น่าค้นหา ราวๆแบทแมนนั่นเลยทีเดียวครับ เอาเป็นว่ารูปกายภายนอกนั้น แล้วแต่ชอบ แต่ถ้าเรื่องความสวยงามของวัสดุละก็ ผมแอบเทคะแนนให้กับ Colt Defender มากกว่าครับ


เมื่อได้ลองเทียบมิติต่างๆ ของปืนทั้งสองประบอก จะเห็นได้ว่า มองจากด้านบนสไลด์ของ Defender จะโค้งมน ดูเรียวบางกว่าของ G36 อยู่บ้างทั้งที่มิติจริงของความกว้างใกล้เคียงกัน แต่เมื่อมองความยาวของสไลด์ จะเห็นได้ชัดว่า G36 ยาวกว่าอยู่พอควรเลยทีเดียว ยิ่งดูจากระยะระหว่างศูนย์หน้าและศูนย์หลัง ก็จะยิ่งเห็นได้ชัดครับ


หันมามองด้านหลังของด้ามจับ G36 จะบางและแบนกว่า Defender ที่ใช้กริปยางหุ้ม 3 ด้าน แต่ G36 จะออกแนวแบนกว้าง ส่วน Defender จะออกป้อมๆมากกว่าในยามจับถือ สังเกตได้ว่าส่วนของปืนที่รองรับง่ามนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เวลากริปปืน ใน Defender ที่เป็นหลังอ่อนจะต่ำกว่าใน G36


เมื่อเทียบความสูงจากบนสไลด์วัดลงมาจนถึงส้นของด้านปืน Defender จะยาวกว่าเล็กน้อยครับ ในขณะที่หากเทียบจากปากลำกล้องไปถึงด้านท้ายปืน แม้สไดล์G36 จะยาวกว่า แต่เมื่อนับรวม หลังอ่อนของ Defender แล้ว มิติกลับใกล้เคียงกันครับ แต่เมื่อไรที่ชักสไลด์ค้างแล้วจะเห็นได้ว่า G36 ยางกว่ามากทีเดียวครับ

หันมองด้านหน้าของลำกล้อง แม้จะเป็นขนาด .45 ACP เหมือนกันทั้ง 2 รุ่น แต่ด้วยความที่ลำกล้อง G36 สีดำ และบางกว่า ทำให้ดูเหมือนกับว่า G36 ใช้ ขนาดกระสุนใหญ่กว่าเพราะรูลำกล้องดูใหญ่กว่าแบบหลอกตาครับ และด้วยความที่ลำกล้องบาง ดูน่ากลัวเรื่องความแข็งแรงของลำกล้องจากการใช้งานอยู่บ้างเหมือนกันครับ


ด้วยวัสดุที่ใช้แตกต่างกัน Defender คง ต้องดูแลมากกว่าหน่อยเพราะน่ากลัวจะเป็นรอยได้ง่ายกว่า เมื่อไปขูดขีดของแข็ง ส่วนโครงโพลิเมอร์น่าจะระวังในเรื่องของของมีคมที่อาจจะทำให้โครงปืนมีรอย บาดหรือบิ่นได้ง่ายกว่า ส่วนในเรื่องของขอบสไลด์ด้านล่างใน Defender ค่อนข้างคมมาก ดังนั้นเวลาใช้งานคงต้องระวังการบาดมือนะครับ


ในด้านของน้ำหนัก Defender หนัก 642 กรัม ส่วน G36 หนัก 570 กรัม ซึ่งเมื่อลองจับถือดูก็รู้สึกได้ว่า G36 เบากว่าพอควรทีเดียว และยิ่งเมื่อบรรจุลูกเต็มแม็ก Defender ก็ยิ่งหนักกว่าเพราะจุมากกว่า 1 นัดนั่นเองครับ ในด้านของความหนักนี่เองที่จะมีผลเมื่อเราต้องพกพาทั้งวันจะเห็นความต่างได้พอควรทีเดียว

ตามสเปคเดิมจากโรงงาน Defender จะให้แม็ก 7 นัดและสามารถใช้แม็กแถวเดี่ยวแบบ8 และ 10 นัดมาเพิ่มได้ ส่วน G36 จะให้มาแบบ 6 นัด ใช้ร่วมกับรุ่นอื่นไม่ได้ด้วย ซึ่งนับว่าเสียเปรียบอยู่บ้าง อย่างไรก็ดีด้วยขนาดลูก .45 ก็นับว่าเพียงพอสำหรับการใช้ป้องกันตัวไม่ได้เน้นยิงต่อสู้เอาเป็นเอาตามไปข้างหนึ่ง คือประมาณ ยิงไป วิ่ง(หนี หรือหลบ)ไป ไม่เผชิญหน้าโดยไม่จำเป็นครับ ไม่งั้น ต้องหันไปคบประเภทปืนขนาดมาตรฐานลำกล้อง5 นิ้วจะเหมาะกว่าครับ


การจับถือ ใช้งาน

เมื่อ เทียบในด้านของการจับถือ ด้วยความที่ผมเป็นคนมือไม่ใหญ่ ออกจะค่อนข้างเล็ก ดังนั้น ทั้งคู่เป็นปืนในขนาดกระทัดรัด จึงทำให้จับถนัดทั้งคู่ ในเรื่องความบางด้ามจับ G36 ได้ เปรียบเล็กน้อย และมีร่องนิ้วโป้งสำหรับวางให้ด้วยทำให้นิ้วโป้งวางได้ถนัด โดยมีลายกันลื่นบริเวณด้านจับด้านหน้าและหลัง แต่ด้านหน้าของด้าม G36 จะมีลายให้ร่องนิ้วเพียง 2 ร่อง ส่วนนิ้วก้อยจะต้องเกาะต่ำลงไปตรงบริเวณฐานแม็กญึ่งเป็นผิวเรียบอาจทำให้ขาด ความกระชับไปบ้าง ซึ่งอาจชดเชยได้ด้วยการหาส้นแม็กแบบมีร่องกันลื่นน่าจะทำให้การจับกระชับ ขึ้นได้อีกครับ

ใน Defender กริปจะเป็นยาง3 ด้าน คือมีร่องนิ้วด้านหน้าของด้ามให้ด้วย ดังนั้นการวางนิ้วค่อนข้างลงตัวกว่า G36 อีก ทั้งความนิ่มและหนึบของยาง ช่วยให้การกริปปืนดูหนักแน่นและมั่นคงกว่าอีกทั้งยังช่วยซับแรงกระแทกในการ ยิงได้ด้วย เพียงแต่การวางนิ้วก้อยก็ยังวางได้ไม่เต็มที่นัก เช่นกันคงต้องหาส้นแม็กมาช่วยน่าจะทำให้จับได้ถนัดยิ่งขึ้น

เปรียบเทียบการจับถือแล้วผมชอบกริปของ Defender ซึ่งจะป้อมๆมากกว่า G36 ที่ จะออกแบนกว้างกว่าเล็กน้อย และข้อดีคือ หากต้องการเปลี่ยนประกับด้าน สามารถหาแบบลายสวยๆมาใส่แทนให้ดูเท่ หรือทันสมัยขึ้นได้อีกครับ


ในด้านของการปลดสไลด์ Defender จะมีคันปลดสไลด์ที่ไกลจากนิ้วโป้งมือขวาอยู่พอควร ซึ่งก็เป็นมาตรฐานของ 1911 Model ในขณะที่ G36 สไลด์ จะปลดได้โดยไม่ต้องเอื้อมนิ้ว เพียงแต่ตัวปลดล็อกสไลด์จะแบนบาง ทำให้จับไม่ค่อยถนัด จะดีมากถ้าเปลี่ยนเป็นแบบสไลด์เหลี่ยมเพชรครับ(แต่อาจทำให้เสียความเรียบลื่นในการพกเนียบไปเล็กน้อย)


สำหรับน้ำหนักไกมาตรฐานทั้งคู่จากโรงงานเป็น 5.5 ปอนด์ เพียงแต่ด้วยความเป็นSingle ของ Defender ทำให้ไกดูมีจังหวะลากลั่นที่คมกว่า G36 ที่จะเป็นแบบลากยาว เดิมๆด้วยกัน จะรู้สึกได้ว่า G36 จะดูว่าไกเหมือนจะหนักกว่าอยู่บ้างครับ


มือใหม่ลองยิง

คราว นี้ถึงเวลาที่จะมาลองทดสอบยิงกันบ้างนะครับ ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า ผมเองไม่ได้เก่งหรือมีฝีมือ หรือเชี่ยวชาญในเรื่องปืนอะไรเลยครับ เพิ่งเริ่มศึกษาได้ไม่นาน และเพิ่งมาหัดยิงปืนลูกโม่เมื่อราว 6 เดือนก่อนจากการไปเข้าอบรม ครั้งเดียวโดยไม่มีปืนเป็นของตนเอง และเพิ่งมาหัดยิงปืนกึ่งออโตเมติกได้สัก 4-5 ครั้ง ดังนั้น ความคลาดเคลื่อน ความไม่คงที่ ความแม่นของปืน คงไม่สามารถนำมาอ้างอิงใดๆได้ เพราะจะเสียชื่อปืนเขาเสียเปล่าๆครับ เอาเป็นว่า ผมเขียนให้อ่านเพลินๆแล้วกันนะครับ


ผมยิงโดยใช้กระสุนซ้อม หัวตัด มีบ่า ซึ่งเป็นลูกกระสุนที่มักจะมีปัญหากับปืนหลายๆรุ่น(ตามที่อ่านๆมา) โดยเฉพาะในกล็อก 30 และ 36 ที่มักไม่ค่อยถูกกับลูกในลักษณะนี้

การยิง ผมจะยิงที่ 15 เมตรก่อน โดยยิงชุดละ 10 นัด โดยใช้ 2 มือ จำนวน 2 ชุด ใช้ชุดแรกเป็นการจับศูนย์ว่าเอียงซ้ายขวา บนล่างอย่างไร และใช้ชุดที่ 2 มาลงรูปให้ดูครับ โดยเริ่มจาก Defender ก่อน และต่อด้วย G36


ต่อมาลองเปลี่ยนมาที่ระยะ 10 เมตร เช่นกัน ชุดละ10 นัด โดยใช้ 2 มือ จำนวน 2 ชุด ใช้ชุดแรกจับศูนย์ และใช้ชุดสองเล็งแก้เอียง และก็เริ่มจาก Defender ก่อน และต่อด้วย G36 เช่นเดิม


ในการยิง 15 เมตร กลุ่มค่อนข้างกระจัดกระจาย(ตามฝีมือ) แต่เท่าที่สังเกตได้ รู้สึกว่า Defender กลุ่มจะดีกว่า G36 อยู่นิดๆครับ


ในการยิงที่ระยะ 10 เมตร กลุ่มดีขึ้น และครั้งนี้ ดูว่า กลุ่มใกล้เคียงกันทั้งสองรุ่น แต่ Defender ผมออกจะมือสั่นหลุดไป 1 นัด

ทั้งนี้ความได้เปรียบเสียเปรียบส่วนหนึ่งมาจากการที่ผมไปเปลี่ยนดิสคอนเน็คเตอร์ G36 ลดน้ำหนักไกเหลือ 3.5 ปอนด์และสปริง Wolf ทำให้ไกนุ่มขึ้นอีกพอควรครับ


ข้อสังเกตจากการยิงประมาณกระบอกละ 40 นัด G36 จะติดขัดจากการที่ปลอกกระสุนถอยมาขัดกับนัดใหม่ที่กำลังจะเข้ารังเพลิงอยู่ 2 ครั้ง ซึ่งก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ โดยการใส่สูกจะใส่แม็กครั้งละ 3-4 นัด เมื่อเทียบกับหลายๆท่านที่ต้องหยอดทีละนัด แต่หลายครั้งที่ปลอกถูกดีดมาโดนหัว หรือหน้าผาก ซึ่งก็ควรสวมหมวกและแว่นตาในการยิงด้วยครับ


ส่วนใน Defender ยิงประมาณ 40 นัด เช่นกัน ในระหว่างการยิงไม่มีติดขัด เพียงแต่ในการใส่แม็กและปลดล็อกสไลด์ครั้งแรก หากเบามือไป จะทำให้หัวกระสุนไปชนแร้มทำให้ป้อนไม่เข้า แต่หากปลดสไลด์ตามปกติ สามารถป้อนเข้าได้อย่างไม่มีปัญหาครับ และแนวการดีดของปลอกกระสุนก็จะออกข้าง ซึ่งดีกว่า G36 เพราะไม่โดนตัวคนยิงครับ


ในเรื่องของแรงรีคอย รู้สึกได้ว่า Defender เตะน้อยกว่า G36 อย่างรู้สึกได้ แม้ว่าลำกล้อง Defender จะสั้นกว่าเล็กน้อย ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากกริปที่เป็นยางครับ


จากศูนย์เดิมๆ และตาผม Defender ต้องเล็งเผื่อสูงไว้เล็กน้อย ส่วน G36 จะต้องเล็งต่ำไว้เล็กน้อย แต่ไม่เบี่ยงซ้ายขวาครับ


สรุปจากมือใหม่

หากผมต้องพกปืนออกไปสมบุกสมบัน หรือพกทั่วไป ผมจะเลือก G36 ที่แบนบางและเบาแถมยังไม่ต้องระวังเรื่องรอยขีดข่วนมากนักดูลุยๆ ส่วน Defender ผมจะเอาไว้ไปยิงในสนาม และคงต้องระวังเรื่องริ้วรอยเพราะเสียดายผิวสไลด์ปืนที่อาจเป็นรอยได้ง่ายกว่าครับ

ส่วน ความแม่นยำผมว่าแม่นทั้งคู่ไม่ต่างกันมากหากอยู่ในมือของผู้ที่มีความชำนาญ สุดท้าย ด้วยราคาที่ต่างกันเกือบครึ่งของราคาสวัสดิการ ผมเลือกมาทั้งคู่เพราะตัดใจไม่ลงสักกระบอกครับ ขอสองเลยแล้วกัน



ขอสงวนลิขสิทธิ์ บทความและรูปภาพ หากต้องการนำไปเผยแพร่โปรดติดต่อ mchawz@gmail.com



อยากจะคุยให้ฟังเกี่ยวกับการใช้บริการของศูนย์ นิคส์ไทยแลนด์ที่สีลมครับ เรื่องของเรื่องคือ เมื่่อก่อนที่จะเริ่มใช้กล้อง DSLR ก็ได้ยินการบริการของ นิคส์ มาในทางไม่ค่อดี ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า ค่ายหนอนบริการดีกว่า   แต่ด้วยความที่ชอบ D80 มากกว่า 400D  จึงต้องใช้บริการ นิคส์ แทน ศูนย์ของ Cannon ครับ

ครั้งแรกที่ไปใช้บริการคือหลังจากใช้ D80 ได้ราว 2 เดือน  คราวนั้นไปฝากให้ทางศูนย์ ล้างฝุ่น CCD และ ทำความสะอาดทั้วไปให้   ซึ่งก็ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเศษ  ก็เลยไปเดินเล่นแล้วกลับมารับ  ซึ่งก็ถือว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใดครับ


ครั้งที่สอง ก็ D80 เจ้าเก่า  ไปฝากล้างฝุ่นที่ CCD เช่นเคย   ตอนไปเอาเลนส์ 17-55 ติดไปด้วย  เพราะรู้สึกว่ามีอาการ Front Focus  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็รับเรื่องและนำไปตรวจสอบ   รอรับในวันรุ่งขึ้น  เมื่อได้รับกลับมา ก็ลองตรวจเช็คเรื่องโฟกัสอีกที  พบว่ายังเป็นอยู่บ้าง ทางเจ้าหน้าที่ก็รับไปให้ช่างตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ และไม่นานนักราว 15 นาที ก็เรียบร้อยครับ ครั้งนี้็ผมก็ได้รับบริการที่ดีเช่นเคยครับ 


ครั้งล่าสุด D300 เอาเข้าศูนย์ด้วยกรณีการล้างฝุ่นเซนเซอร์  ล้างช่องมองภาพ  และ  มี Bright Pixel ที่ LCD  คือแสดงสีเพี้ยนจากปกติ  ไม่เป็นในสีแดง/ดำ  แต่ในสีอื่นๆเช่น ขาว/เหลือง/ฟ้า/เทา จะเป็นจุดดำแดง  เห็นอยู่จุดหนึ่งบนหน้าจอ LCD  ทิ้งกล้องไว้ข้ามคืน  ทางช่างจัดการล้างฝุ่นให้  ล้างช่องมองภาพให้ ฝุ่นในช่องมองภาพเดิมหายไป แต่มีจุดใหม่มาแทน แต่โดยรวมดีขึ้น  ส่วนอาการ Pixel บน LCD  ช่างคิดว่าเช็ค Dead ที่ เซนเซอร์  จึงยังไม่ได้แก้ไข  เมื่อผมไปรับกล้องและตรวจสอบ จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ และเจ้าหน้าที่ก็ได้นำไปให้ช่างตรวจสอบทันที และได้รับคำตอบว่า จะทำการเปลี่ยนหน้าจอ LCD ให้ใหม่สามารถรับได้ช่วงบ่าย(ผมไปเกือบเที่ยง)  ประทับใจกับการบริการนี้มากๆครับ


โดยส่วนตัว จากการเข้ารับบริการทั้ง สามครั้ง ผมได้รับบริการที่่ดีจากศูนย์ นิคส์ที่สีลม  และยังชอบและรัก Nikon เป็นส่วนตัว แต่มีข้อตินิดเดียวตรงเวลาเอารถไปด้วยเนี่ย จะต้องไปจอดลานจอดข้างๆ ซึ่งจะต้องเสียค่าจอด ชั่วโมงละ 40 บาท ซึ่งแพงเอาเรื่องนี่ละครับ  เคยถามทางศูนย์เคยแจ้งว่าให้ไปจอดที่สีลมพลาซา ฝั่งตรงข้าม ซึ่งผมไม่ค่อยสะดวกไปจอดเท่าไร  และหากไปรถไฟฟ้าก็ลงที่สถานีช่องนนทรี ซึ่งก็ต้องเดินเท้าอีกพอสมควร  แต่ก็ถือเป็นเรื่องเล็กนะครับเมื่อเทียบกับการบริการที่ได้รับ 


ปล. เป็นประสบการณ์ส่วนตัว กับกล้องศูนย์ทั้ง D80/D300 นะครับ  ท่านอื่นอาจมีประสบการณ์ต่างไป ก็ถือว่าเป็นการแชร์ข้อมูลการรับบริการส่วนหนึ่งนะครับ

สำหรับท่าที่ต้องการติดต่อศูนย์ ตามลิงค์ครับ

มาต่อกันที่ตอนที่ 4 หลังจากที่ผมเอง เงินไหลทะลักออกจากกระเป๋าแบบหยุดไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเกิดมาแล้วมีหนี้กรรมอะไรแต่ชาติปางก่อน จนมีอันต้องเดินเข้าสู่วังวนอันแสนน่ากลัวนี้ อันที่จริงทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดจากความอยาก ก็คือกิเลสในใจเรานี้เองครับ เคยสังเกตตัวเองไหมครับ เวลาที่ได้เลนส์มาใหม่ๆ ก็จะชื่นชอบชื่นชอบสักพักหนึ่ง แล้วก็เริ่มเสาะหาอาวุธ(เลนส์) ตัวใหม่อีก อยู่เช่นนี้ร่ำไป ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บางที เลนส์ทับช่วงกัน ก็ยังจะเอา ก็เพราะคิดว่าได้เลนส์ตัวใหม่นี้มาน่าจะได้ภาพที่แจ่มกว่าเดิม ไอ้ช่วงที่มีบางที F มันแคบไป ต้องหา F กว้างๆไว้ก่อน เอามาแล้ว ก็ปล่อย F แคบๆ(ที่เคยมีอยู่และใช้งานได้ดี) แบบขาดทุน เพื่อมาโปะเลนส์ใหม่ ที่เทพกว่า แต่ราคานี่สิ ยิ่งมหาเทพกว่าอีกหลายเท่าตัว

เคยมี 18-135 ครบช่วงใช้งาน ก็ต้องไปหา 17-55 ที่น้าๆเขาบอกว่าเทพ มาแทน ก็ขาดช่วงอื่นไปหมด ต้องไปหา 70-300VR มาใช้ เอาเข้าจริงไม่ได้ดังใจ จะไป 70-200VR ก็แพงมหากาฬ เลยยังทำใจได้ว่า ของมันหนักทั้งเงิน และน้ำหนัก ยังไม่เหมาะสำหรับเรา (อาจเป็นประเภท องุ่นเปรี้ยว) อีกที ก็เริ่มหันมาถ่าย Portrait คราวนี้ละซิ ได้เรื่อง เห็นน้าหลายๆคนในทริป เริ่มใช้เลนส์แปลกๆแบบที่เรายังไม่เคยมี ไม่ว่าจะเป็น 70-200VR, 85 อูย แต่ละท่าน ถ่ายมาแล้วสวยยยยยยย หยาดเยิ้มเลย ทำมั๊ย เราใช้ 17-55 แล้วไม่ได้อย่างเขาบ้าง งานนี้ แทนที่จะไปพัฒนาฝีมือตัวเอง กลับกลายเป็น หันมามองว่า น่าจะเป็นที่เลนส์เราไม่เหมาะกับงานถ่ายพอ ตเทรตเป็นแน่แท้ ก็เริ่มควานหาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเลนส์ที่เอาไว้ถ่ายพอตเทรตอย่างเดียว

ย้อนไปนิด พอเริ่มมีกล้อง ก็ต้องหาเริื่องออกไปถ่ายกับทริปที่เขาจัดกัน ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ไอ้รอบบ้านเนี่ย ถ่ายจนพรุนแล้ว ต้องหาทางออกไปที่อื่นบ้าง ว่างๆก็ ขับรถไปอยุธยา เพื่อไปถ่ายรูปอย่างเดียว เฉพาะค่าน้ำมัน ก็โดนไปไม่ต่ำกว่า 500 ได้ละมัง ทั้งไปกลับ และขับหามุมเพื่อถ่ายภาพอีกร่วมครึ่งวันเต็มๆ โดนไปกว่า200 กิโล นี่ยังไม่รวมค่าสึกหรออื่นๆ ค่ากิน ฯลฯ อีกจิปาถะ เฮ้อ....

พอไปร่วมทริปถ่ายภาพหลายครั้งเข้า ก็เริ่มเห็นว่า น้าๆแนะนำเทคนิคต่างๆให้เราได้มากมาย ได้มิตรภาพที่ดีต่อกัน เสร็จแล้วก็มาโพสภาพในบล็อกบ้าง ในเวปต่างๆบ้าง มีคนเข้ามาติชมก็เป็นสุขใจ บางทีความสุขใจทั้งหลายมันแค่นี้เองนะครับ อุปกรณ์เรือนหมื่น เรือนแสน หากถ่ายภาพไปแล้วนั่งดูคนเดียว ก็กระไรอยู่ เพื่อพัฒนาฝีมือก็จำเป็นต้องเอามาอวดให้โลกรู้ว่า ข้าก็เจ๋ง ฮ่าฮ่าฮ่า เอาเข้าจริง ออกไปทาง เจ๊งสะมากกว่าครับ บางทีถ่ายมา 200 ภาพ ใช้ได้แบบดูไปวัดไปวาได้จริงราว 10 ภาพ แต่หากจะคัดไปโชว์แล้ว อาจไม่ได้สักภาพ

ถ่ายมาแล้วก็เริ่มโปรเซส อ่านตามในเวปต่างๆว่ามีเทคนิคอย่างไร ก็กอปปี้เทคนิคเขาเอาเลย แล้วก็มานั่งทำภาพ ทำไปทำมา ภาพเดียวเสียเวลาไปเกือบชั่วโมง โอย อย่างนี้ไม่ไหว จะโพสภาพที 10 ภาพ นั่งทำอยู่ 2 วัน
หลังๆมาเริ่มขี้เกียจ (มองในแง่ดีคือฝีมือเก่งขึ้นบ้าง) ไม่ต้องครอปแล้ว ถ่ายมาไงลงอย่างนั้น ปรับ USM นิดหน่อย ปรับสีสันความสว่าง ให้พอเหมาะ โพสเลย ทำรูปต้องไม่เกิน 10 นาทีพอ บางทีก็อดมานั่งขำตัวเองไม่ได้ว่า อุตส่าห์ซื้อกล้องตั้งแพง เลนส์ก็แพงมาก ถ่าย RAW มา ปรับโน่นนี่เป็นชั่วโมง เพื่อมา ลดขนาดเหลือ 800x600 แล้วโพสลงเวป เท่ากับว่า ไอ้ที่เราถ่ายมาน่ะ 100,000 นึง แต่เอามาใช้ 100 เดียว แล้วจะเอาเลนส์แพงๆ กล้องแพง ไปทำไมน้อเรา.....

รูปที่ถ่ายมานั่งโปรเซสนั้น ใช้เวลานานมากๆก็เนื่องมาจากปกติผมจะใช้ Notebook Sony Vaio T-series ตั้งแต่สมัย Centrino 1.2 G ที่เป็นแบบประหยัดพลังงาน RAM 1G การ์ดจอ ออนบอร์ด โดยแน้นน้ำหนักเบาเพราะเมื่อก่อนใช้เดินทางบ่อย จอแค่ 10 นิ้วเศษ ทีนี้พอมาเปิดไฟล์ RAW นี่มันรอจริงๆเลยครับ ไม่ต้องพูดถึง CaptureNX นะครับ ขนาด PS CS2 ยังต้องรอ แต่ที่สำคัญคือ จอมันเล็กจนไม่สามารถทำงานได้ถนัด เอาละครับ คราวนี้ต้องหาเครื่องคอมใหม่มาเล่นซะแล้ว นี่ก็เพราะมาใช้พื่อโปรเซสภาพเลยนะครับเนี่ย

ดูไปดูมา เห็นคนเชียร์ Mac กันแยะ ช่างภาพหลายท่านก็แนะนำ Mac จึงไปลองศึกษาดู ก็ติดใจ เอาละซิ ทีนี้ เจ้า Macbook ก็ดูจอยังเล็กไป ส่วน iMac ก็อาจไม่สะดวกเวลาเคลื่อนย้าย สุดท้ายมาจบตรง Macbook Pro รุ่นต่ำสุด คือ Core2Duo 2.2 GH จอ 15 นิ้ว การ์ดจอ 128MB Ram 2 GB ก็เพิ่มให้เป็น 4GB ทีนี้ก็โปรเซสได้ไวสมใจครับ แต่ก็โดนไปอีกรวมๆอุปกรณ์พ่วงแล้วก็ร่วมแสนเห็นจะได้ครับ เอาละคราวนี้ ก็พร้อมแล้วสำหรับการถ่ายและโปรเซสภาพ

เอาละครับ ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้าสิงผมซะอีกแล้ว คือช่วงเดือนตุลาคมปี 50 ได้ฤกษ์งามยามดี พี่ชายชวนไปเที่ยวเกาะช้าง โอ้ว งานนี้แจ่มเลย ได้มีโอกาสไปถ่ายภาพงามๆอีกแล้ว หนก่อนที่เคยมา ยังมือใหม่ มีแค่ D80+Kit คราวนี้ มีเลนส์ 17-55 ด้วย มี 70-300VR ด้วย มีแฟลชด้วย ต้องได้ภาพงามๆเป็นแน่แท้ ไปถึงวันแรกก็ตอนช่วงบ่ายเกือบๆค่ำแล้วก็เลยยังไม่ได้เก็บภาพอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก กะว่ารุ่งขึ้นจะตื่นไปถ่ายภาพยามเช้า ปรากฏว่า คืนนั้น รบกับยุงทั้งคืน รีสอร์ทนี้ เขาซื้อ 1 คืน แถมยุงด้วยเลยไม่เป็นอันนอน ขอเปลี่ยนเป็นห้องชั้นบน ก็ไม่มีให้เปลี่ยนอีกต่างหาก ห้องเต็มหมด เลยกล้ำกลืนฝืนทนตบยุง ตื่นเช้ามา อ้าว...ลืมดูทิศ รีสอร์ทเนี่ย หันหน้าออกทะเลด้านทิศตะวันตก เฮ้อ อดได้ภาพพระอาทิตย์ขึ้น เลยนอนต่อจนสายๆ ก็ออกเที่ยวตระเวณ ไปดูที่ มีน้ำตกด้วย เอาละ คราวนี้ได้ถ่ายน้ำตกเสียที ยังไม่เคยลอง ก็เลยไปสำรวจครับ

เดินท่องน้ำตกเลาะขอบน้ำ ซึ่งก็มีไม่มากเท่าไร เห็นต้นน้ำอยู่ไม่ไกล ก็พยายามเดินไปเรื่อยๆ กล้องก็คล้องคอไป โดยใช้ D80+17-55 แค่นั้น ไปจนครึ่งทาง เขามีไว้ท่อนหนึ่งพาดเพื่อให้เดินข้ามไปยังอีกฝั่งเพื่อเดินไปทางต้นน้ำ โดยมีเชือกให้จับ แต่เชือกก็ไม่ตึงนะครับแค่หย่อนๆ เอาละ เพื่อให้ได้ภาพต้นน้ำ ก็เดินไต่ไปตามไม้ เดินไปได้ครึ่งทาง เอ ทำไปกล้องมันหนักอย่างนี้ ดูจะเป๋ๆเอียงๆ ก็เลยคว้่าเชือก ปรากฏว่า ตัวเริ่มเอนลงไปเรื่อย มือก็จับเชือกแน่น อีกมือก็จับกล้อง นึกภาพ ลิงไต่เชือก แล้วขาอยู่บนท่อนไม้ แล้วค่อยๆหย่อนก้นลงน้ำยังไงอย่างนั้นเลย เมื่อก้นเริ่มเปียก ก็ต้องลดขาลงมายืนครับ ปรากฏว่าน้ำไม่ได้ลึกเท่าไร แค่ประมาณ ต้นขาแค่นั้นเอง แต่ท่าที่ลงนั้น ทำให้เปียกไปทั้งตัว โดยเฉพาะครึ่งซีกด้านหลัง แต่อนิจจา D80 จุ่มน้ำทั้งตัวเลย รู้สึกตัว รีบเอากล้องขึ้นจากน้ำโดยไว แล้วเอาเสื้อส่วนที่แห้ง พยายามเช็ด ให้น้ำออกจากกล้อง พยายามเขย่าๆ น้ำที่ขังในส่วนต่างๆของกล้องออกไป คิดเสียว่ายังโชคดีที่ไม่ใช่น้ำเค็มก็แล้วกัน


หลังจากเช็ดกล้องอยู่สักครู่ ถอดแบตออก แต่ดูแล้วช่องแบตในกริป น้ำยังไม่เข้าไป ก็ยังสบายใจไปเปลาะหนึ่ง เช็ดหมาดและทิ้งไว้ราว 1 ชั่วโมง ก็ลองกล้องดู ใช้งานได้นะครับ ปกติทุกอย่าง ใจชื้นขึ้นมากทีเดียว ถ่ายได้สัก 10 กว่าภาพ จนมั่นใจว่าไม่มีปัญหา กำลังจะเก็บกล้อง ปรากฏว่า กดปุ่มต่างๆ รวนไปหมด ดูเหมือนเมนูจะเริ่มรวนๆ ต้องรีบถอดแบตออกและเอาไปผึ่งลม แล้วนอนหลับช่วงบ่ายเพื่อลุ้นว่าจะใช้งานได้หรือไม่ ตกเย็นลองอีกที โอ้วใช้งานได้ แต่เห็นน้ำอยู่ข้างๆช่องมองภาพ ก็เลยเอาที่เป่าลมไล่ออกมา ที่ไหนได้ มันดันเข้าไปข้างใน เฮ้อ งานนี้สงสัยได้เข้าศูนย์เป็นแน่แท้ เริ่มหงุดหงิดมาก แต่ก็ถ่ายทั้งอย่างนั้น เห็นรอยคราวน้ำอยู่บ้าง แต่ไม่มีผลกับภาพ และส่วนอื่นๆของกล้องครับ


กลับมาบ้าน เริ่มต้นเช็คอย่างละเอียดทุกอย่างโอเค ยกเว้นช่องมองภาพที่บางทีจะเห็นไอความชื้นเกาะอยู่บ้างที่ช่องมองภาพ ไม่สบายใจครับ พอดีกับที่ D300 ออกมาวางจำหน่ายพอดี ก็เลยได้เรื่องครับ ตามหา D300 โดยด่วน ปรากฏว่า ขายดีอย่างกับขนม โทรไปกี่ที่ๆ ก็ไม่มีของ บางที่ก็ต้องลงชื่อจองไว้ จนกระทั่งมีที่หนึ่งมี 1 ตัว ก็จองไว้แล้วไปเอาของวันรุ่งขึ้น โดยเอา D80+Grip ไปเทินครับ เพิ่มเงินไม่มากเท่าไร ร่วมสี่หมื่น(น้ำตาตกใน) แต่ก็ได้ D300 มาครอบครองสมใจอยาก ด้วยความที่อยากได้ D200 มานาน คราวนี้กระโดดไป D300 โดยมิได้ตั้งใจครับ


กลับมาเริ่มงงกับเมนูที่โคตะระอลังการของ D300 เพราะเคยใช้แต่ D80 กว่าจะเรียนรู้ก็แย่แล้ว มาเป็น D300 นี่ดูเมนูก็ปาเข้าไปร่วมสัปดาห์แล้ว ที่สำคัญโหมด Auto ก็ไม่มีให้เลือก ตอน D80 คิดอะไรไม่ออก ผมจะเปิด โหมด Auto แล้วถ่ายเลย คราวนี้ไม่ได้แล้ว ต้องศึกษาให้มากขึ้น ให้สมกับเงินที่เพิ่มไปครับ ไปถ่ายภาพที่งานมอเตอร์เอ็กโปร์ที่เมืองทอง คราวนี้ก็ได้ลองกล้องใหม่อย่างเต็มๆเสียที พอดีมีน้องคนหนึ่งให้ยืม 85/1.8 โอ้ว ช่วงช่างแจ่มอะไรเช่นนี้ ตั้งกะวันนั้นก็ฝังใจช่วง 85 มาตลอด จะซื้อๆ ก็หาข้อมูล เพราะมีตัวเลือกคือ 85/1.4 กับ 1.8 คิดเอาเองว่า แค่ 1.8 ก็พอแล้ว แล้วเมื่อไรที่ออก AF-S ค่อยขายแล้วไปซื้อ 1.4 ที่ไหนได้ เอาเข้าจริงกิเลสเข้าสิงอีกแล้ว คราวนี้ กัดฟันถอย 85/1.4 อีกร่วม3 หมื่นเศษ รวมฟิลเตอร์มาใช้อีกแล้ว นีี่ก็โดนเข้าไปอีก ไม่จบเสียที กลับมานั่งมองอุปกรณ์ หลังจากขาย D80 ไป ก็ต้องขาย รีโมทที่อุตสาห์ซื้อมาด้วย ปล่อยมือสองไปไม่กี่สตางค์ ทั้งที่ใช้ไปแค่ไม่กี่ครั้งเอง น่าเสียดายที่ใช้กับ D300 ไม่ได้เสียด้วย


ยัง ยังไม่พอ เห็นกริปในงานกล้องที่ไบเทคตอนปลายปี ก็อยากได้ ไปเสียตังค์ค่ากริปมาอีก ร่วม 9 พัน สบายใจเฉิบ เมื่อ ตอนปีใหม่ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว ก็หยิบ Lowepro ใบเก่งใ่ส่ บอดี้ แฟลช เลนส์ไป 2 ตัว แค่ 17-55 กับ 70-300 ปรากฏว่า ใช้จริงๆก็แค่ 17-55 ตัวเดียว ส่วน 85 ที่อยากได้นักหนานั้น เอาเข้าจริง ถ่ายอะไรแทบไม่ได้เลย มันแคบมากเกินไป โดยส่วนตัวยังนึกว่าน่าจะได้ Wide มาถ่ายวิวก่อน 85 แต่ไหงได้ 85 มาก่อนนะ ทำให้ตอนนี้คิดถึง Wide อีกแล้วครับท่าน เฮ้อ ไม่จบเสียทีนะเรา
กลับมาจากเที่ยวปีใหม่ แบกกระเป๋าพร้อมกล้องและอุปกรณ์ 4 วัน เล่นเอากลับมาไข้ขึ้นเลย เพราะแม้จะเลนส์แค่ 2 ตัว แต่บอดี้กับกริปอีก แฟลชอีก อุปกรณ์พวกแบตอีก จิปาถะ เล่นเอาหนักใช้ได้ และขึ้นเขาลงเขาพอควร กลับมาต้องไปหาหมอกินยาคลายกล้ามเนื้อและพักอีก 2 วัน จึงหาย จึงตั้งใจไว้ว่าคราวหน้าไปเที่ยว สงสัยจะต้องเพลาๆเรื่องน้ำหนักเอาไว้บ้างไม่งั้นไม่รอด โดยเฉพาะไปเที่ยวไกลๆ เอาละซิ ทีนี้ เห็นประโยชน์ของกระเป๋าใบเล็กๆอีกแล้ว


หันรีหันขวาง ฝากน้าเบียร์ หิ้ว Crumpler รุ่น five million dollar home มาฝากจากฮ่องกง ประมาณ 3 พัน โดนไปอีก ต้อนรับตรุษจีนปี 51ครับ โอย แค่นี้ก็รวมเงินงบประมาณทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ไหวแล้ว มันมึนไปหมด ใครบวกเลขเก่งๆ ช่วยรวมแทนผมที ตอนนี้ขอไปทำใจก่อนครับ ไม่อยากรู้ว่ารวมแล้วเท่าไร กลัวเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อน เพราะอายุก็มากขึ้นแล้ว ยังนะครับ ยังไม่ครบถ้วน เพราะตอนนี้ ได้ลองเลนส์ Wide กะ Micro ซึ่งก็เล็งๆอยู่ แต่เริ่มมีแนวโน้มไปดูเลนส์เก่าแบบมือหมุนที่ได้มีโอกาสลองไม่กี่วันที่ผ่านมา ยังไง ถ้ายังไม่เบื่อ จะมาเล่าให้ฟังว่าจะโดนอะไรอีกบ้างนะครับ...


ก่อนมาเป็น DSLR (3) :- http://mchaw.multiply.com/journal/item/28
ก่อนมาเป็น DSLR (2) :- http://mchaw.multiply.com/journal/item/15
ก่อนมาเป็น DSLR (1) :- http://mchaw.multiply.com/journal/item/12


มาต่อกันนะครับ หลังจากไม่มีเวลามานั่งเขียนให้อ่านกันนานแล้ว ใครที่เคยอ่านตอน 2 แล้วรอ ตอน3 นี่คาดว่า คงเหงือกแห้งเหมือนปลาตากแดดไปแล้ว เอาละครับ ไม่รอช้า เอาน้ำพรมเหงือกสักเล็กน้อย แล้วมาต่อกันเลยดีกว่าครับ

เกริ่นจากตอนที่แล้วนิดนะครับ ตอน1 นี่คือต้องการหากล้องมาทดแทน Cyber Shot ที่อายุอานามกว่า 4 ปีแล้ว กันสั่นก็ไม่มี ISO ก็ต่ำ สู้แสงน้อยไม่ไหว เลยมองหากล้องใหม่ในงบ สองหมื่น คุยไปคุยมา หาข้อมูลเพิ่มเติม ขยับไปเล่น DSLR งบประมาณขยับขึ้นไปเป็น 5 หมื่นกว่า คราวนี้มาคุยกันต่อว่า หลังจากนั้น มันมีอะไรดลใจ ให้งบประมาณมันบานตั้งแต่ต้นยันปลายขนาดนั้นกันครับ

เมือ่ได้ D80 พร้อม 18-135 ชุดคิท มาในราคาเกือบๆ 5 หมื่น (คิดแล้วเสียดายส่วนต่างที่ตอนหลังราคาลงมาน่าใจหายมาก) ก็พยายามฝึกถ่ายรูปไปเรื่อยๆ หัดโปรเซสภาพ ใครว่าโปรแกรมไหนดีก็ลองมันหมด ได้ลอง Capture NX ที่คุยหนักหนาว่าเหมาะกับ Raw ของ Nikon แต่โอ้โฮ โปรเซสที รอจนหลับเลยครับ หัด Photo Shop ก็เล่นเอามึนไปหลายตลบ ต้องรื้อฟื้นความรู้ที่เคยไปเรียนให้ PS ขั้นพื้นฐานมา และศึกษาเพิ่มเติมจากพี่ๆน้าๆในเวปต่างๆ เฮ้อ ไม่ได้อะไรดีขึ้นเท่าไร หาซื้อหนังสือของ คุณ สก็อต เคลบี้ มาลองอ่านดู หมดกะแก 2 เล่ม เล่มแรกก็ การถ่ายภาพ อีกเล่มก็ PS CS2 พอกล้อมแกล้มได้อะไรมาบ้างครับ

ผมว่าคงคล้ายๆกับมือใหม่หลายๆท่าน แค่นั่งกดชัตเตอร์เล่นในบ้าน และลบไฟล์ ก็สนุกและมีความสุขแล้ว ถ่ายมันเรื่อยเปื่อย ไม่ว่ามด แมง ต่างๆ ดินสอ กระถางต้นไม้ มุมห้อง ชั้นหนังสือ ม่าน ห้องน้ำ โถส้วม(ดีนะไม่ถ่ายตอนมีใครใช้อยู่) ถ่ายมันแทบจะทุกซอกทุกมุมของบ้านเลย มีสวนอยู่รอบบ้าน ก็ถ่ายมันแทบจะใบไม้ทุกใบเลย ไม่ใช่อะไรหรอกครับ บ้าเห่อ กล้องใหม่ น่ะเอง และไม่รู้จะไปถ่ายที่ไหน ก็เอาใกล้ตัว

ขยับมาหน่อย ก็เริ่มถ่ายรอบหมู่บ้าน จนยามเดินมาคุย นึกว่าจะไปถ่ายเพื่อหาทางหนีทีไล่เพื่อโจรกรรมซะงั้นเลย ตื่นแต่เช้า มาถ่ายพระอาทิตย์ ที่ไม่เห็น เพื่อขอบต้นไม้ ขอบบ้านก็บังหมด ปกติตื่นสาย เลยต้องตื่นแต่เช้า แบกกล้องไปถ่ายโน่นถ่ายนี่ เพราะอ่านในหนังสือเขาบอกว่าต้องถ่ายช่วงอาทิตย์ขึ้นกะ อาทิตย์ตก ก็ไม่ได้เรื่องอยู่ดี ไปไหน ก็เอากระเป๋ากล้องไปด้วย กระเป๋าใบใหญ่เบ้อเริ่ม ใส่กล้องกะเลนส์ โล่งเหลือเฟือเลยครับ โชคดีมากๆ ที่พอดีจะได้ไปทริปต่างประเทศ (ญี่ปุ่น) เอาละ คราวนี้ได้ไปเที่ยวเก็บภาพต่างประเทศเลย ได้ฝึกฝีมือแน่ๆเอิ๊กๆ แอบดีใจจนนอนไม่หลับไปหลายคืนมัวพะวงว่าจะต้องเตรียมอะไรไปบ้างเพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด (ไม่ได้คิดถึงเรื่องเสื้อผ้าเลย)

เอาละซิจะไปญี่ปุ่นต้องเตรียมอะไรไปล่ะ แบต ก้อนเดียว กลัวว่าจะไม่พอ สงสัยงานนี้ต้องหาซื้อเพิ่ม ไม่แพงครับ ของหิ้วแค่ 2 พันพอดีๆ(เหงื่อตก) เอาละ แบตมีแล้ว คราวนี้ เวลาเดินทางไปเนี่ย เมมมันจะพอไหม ซื้อเมมเพิ่มอีก 2GB ก็พันสอง เอ จำได้ว่าเวลาไปเนี่ยเดินทางตอนช่วงกลางคืนนี่นา แล้วเลนส์เราจะไหวเหรอ F กว้างสุดก็ 3.5 ไม่ไหวๆ เดี๋ยวไม่ได้ภาพชัดๆ กัดฟันหาเลนส์ F กว้างๆสักตัวดีกว่า มองหาของใหม่ น่าจะเริ่มต้นที่ AF-D 50/1.8 ราคาน่าคบหามาก ไม่เกิน 4 พัน น่าจะพอหาของหิ้วได้ ดูไปดูมา อ่านข้อมูลแล้ว รู้สึกว่าไหนๆก็ไหนๆ น่าจะขยับเป็น 1.4 ไปเลย บังเอิญไปเจอในเวป ThaiD ประกาศขายของหิ้วใช้มาไม่ถึงเดือน เอาละ ติดต่อขอซื้อมาเลย สนนราคา 9,000 เห็นจะได้ จากนั้นก็ไปเดินหาฟิลเตอร์ขนาด 52mm มาใส่ป้องกันอีกตัว ในราคา 1,000 เอาละคราวนี้เตรียมตัวพร้อมแล้วนะน่าจะสามารถไปท่องญี่ปุ่นได้อย่างสบายใจครับ

สรุปว่าแค่เตรียมตัวไปญี่ปุ่นนี่ โดนไปอีก ราว หมื่นสามหมื่นสี่ เอาละ ไหนๆก็ไหน ไปญี่ปุ่นกันเล้ย...โอ้ว ลืมไปสนิท เจ้า Slingshot นี่มันใหญ่เกินไปนะ ไปเที่ยวคงไม่สะดวก เลนส์เราก็มีแค่ 2 ตัว เอาน่า ไปเดินดู ที่ Power Buy กำลังลดราคากระเป๋า Samsonite ซื้อมาใบหนึ่งขนาดฟิตๆพอดี ใส่ D80 Kit+50/1.4 ได้พอดี เหลือที่ใส่เมม และ ลูกยางเป่าลมอีกอัน ราคา 1,200 อืม ไม่แพงๆ คราวนี้พร้อมจริงๆแล้วคร๊าบบบบ

ไปเที่ยวหลายวัน ถ่ายชุ่มไปเลย จนกระทั่งวันที่ไปโตเกียว ไปร้านขายกล้อง หาซื้อเลนส์ จดราคาเมืองไทยไปเรียบร้อย ทั้งของศูนย์ของหิ้ว เทียบดูเลนส์หลายๆตัวราคาไม่ต่างกับของหิ้วบ้านเราเท่าไร จนไปเจอ 70-300VR ที่ตอนนั้นของหิ้วบ้านเรา 21,000 ผมดูที่นั่นประมาณ 18,000 (เดือนพค.50) ก็เลยได้สอยมาลองในวันนั้นเลย นั่งลองตอนกลางคืน ถ่ายไฟจากหน้าต่างโรงแรม โอ้ว VR นี่เยี่ยมมากทีเดียว แต่ พกไปด้วยไม่ได้เพราะกระเป๋าที่เอาไปใส่ไม่ได้ เฮ้อ งานนี้ อดได้ภาพจากเลนส์ใหม่

ดีนะที่ยังได้ภาพจาก พาเหรดดิสนี่ย์ตอนกลางคืน สีสรรอลังการมาก ด้วย 50/1.4 นับว่าไม่เสียเที่ยวที่พกไปในคราวนี้ครับ ก่อนกลับจากญี่ปุ่น เมมหมดเลย เพราะตอนแรกไปถ่าย Raw เยอะไปหน่อย ตอนหลังเลยต้องลดลงมาถ่าย Jpg อย่างเดียว ต้องซื้อเมมเพิ่มอีก 1 GB ราคาก็ราว 600 บาทไทย เอาละ พอไหวๆเก็บภาพมาได้ทั้งหมดเกือบ 1 พันภาพเห็นจะได้ครับกับเวลา 5 วันที่ญี่ปุ่น

กลับมานั่งเลือกภาพไปอัดแจก ภูมิใจที่ได้ภาพสวยๆหลายภาพทีเดียว เอาละอย่างน้อย ก็ได้ภาพสวยกว่าคอมแพ็คละ (แหมก็หมดไปไม่รู้เท่าไรแล้ว หากได้ภาพแย่กว่าคอมแพ็คงานนี้ซวยเลย) ด้วยความที่ไม่รู้อะไรมาก ตั้ง Picture Control แบบ Standard ภาพที่ได้สีสดพอดี อัดภาพที่ร้านแล้วสีใช้ได้เลย แต่ตอนหลังไปลอง Picture Control แบบ Custom ปรากฏว่าเร่งสี และคอนทราสมากไปหน่อย อัดภาพออกมา สีช้ำเลย คือเข้มเกินไป คนผิวขาวกลายเป็นสีแทนไปซะงั้น ช้ำมาทั้งตัวเลยทีเดียว ยังกับไปตากแดดมาสักอาทิตย์ประมาณนั้นครับ ตอนหลังเลยได้แง่คิดว่า ถ่ายคนไม่ต้องปรับมาก ใช้แบบปกติดีที่สุดเผื่อไปอัดที่ร้านได้เลย

กลับมาจากญี่ปุ่น ว๊าว ที่นี้ได้ลองเลนส์ใหม่สะใจแน่ๆ เอาละครับ วงจรเดิมเริ่มมา ไม่รู้จะไปถ่ายที่ไหน ก็รอบหมู่บ้านนั่นเอง ถ่ายนก ถ่ายต้นไม้ไปเรื่อยๆ มุมไม่ต้องคิด เพราะคิดไม่มอง มองไม่เห็น ถ่ายมาแบบบ้านๆ อ่านหนังสือ ของอีตาสก็อต เคลบี้อีกรอบ ก็แนะนำว่าสิ่งที่ต้องมีอย่างแรกๆคือขาตั้งกล้อง เอาละซิ เรายังไม่มีเลย แถมแนะนำว่าต้องใช้ของดีๆเบาๆ ไอ้เรามันก็ยุขึ้น ไปหาของดีๆเบาๆ ได้ Manfrotto 190MF4 มาในราคาไม่แพงครับ หมื่นสี่เท่านั้น(เหงื่อหยดเป็นน้ำเลย) จากนั้นต้องหาหัวบอล488RC4 ใหญ่สะใจอีก3 พันกว่าเพื่อให้เหมาะสมกับขาตั้ง โอ้วใครจะคิดว่าแค่ขาตั้งโดนไปหมื่นปลายๆแล้วเนี่ย ที่สำคัญจนบัดนี้ ใช้ขาตั้งไปไม่กี่ทีเองครับ


ถ่ายไปถ่ายมา เอชักจะอยากถ่ายดอกไม้ใกล้ๆ เห็นชัดๆ เพราะเห็นภาพน้าๆที่ถ่ายมาโครมาแล้วชอบมาก เอาละซิ ทีนี้เลนส์มาโครในดวงใจก็ 105VR ที่ราคาสามหมื่นกลาง เอาไงดีเนี่ย เงินก็ไม่มี รอไปก่อน พอดีไปอ่านเจอ น้าใน Pantip ใช้ Close Up 6T ของ Nikon ต่อกับ 70-300VR โดยใช้ Step Ring (หน้าเลนส์ 6T ขนาด 62mm หน้าเลนส์ 70-300VR ขนาด 67mm จึงต้องใช้ตัวแปลงขนาด) โอ้วเหมือนพระเจ้าประทานคำตอบ พอดีกับได้ไปศูนย์นิคส์ที่สีลม ไปถอย 6T มา แต่ Stepring นี่ไม่มีเอาละไม่เป็นไร ได้มาในราคา 3,400 ถ้าจำไม่ผิด เหลือบไปเห็น รีโมท ML L3 ราคา 900 ซื้อมาอีกอันเพื่อไปใช้ถ่ายภาพที่ต้องการความนิ่ง ขาตั้งก็มีแล้ว เอาละคราวนี้ ครบเสียที ที่สำคัญได้ไปขอลองเลนส์เทพในฝัน 17-55 F2.8 อูยยย มันแจ่มแจ๋วมากเลย

กลับมานอนฝันถึงเลนส์เทพ อยู่หลายวัน จนกระทั่ง กัดฟันปล่อย 18-135 ทั้งๆที่เพิ่งผ่านไปแค่เดือนกว่าเอง เพื่อไปถอย 17-55 F2.8 เพิ่มเงินก็ไม่มากอีน่ะแหละ แค่ราวสี่หมื่นกลางเอง โอ้ววววววววว กลับมาทีนี้ไปถ่ายที่ไหน เจ้า 17-55 เป็นพระเอกตลอดงาน ด้วยช่วงที่พอดีกับการใช้งาน ในที่สุด ยอมปล่อย 50/1.4 ออกไปด้วยความที่ทับช่วงกับ 17-55 และเมื่อปล่อยไปแล้วแทนที่จะเก็บตังค์ไว้กับตัว ไม่มีซะละ ไปถอย แฟลช SB-800 ของศูนย์อีก 15,500 แค่นั้นไม่พอ ไปเหนกริปของ D80 ถอยมาอีก 4,900 เบ็ดเสร็จ ได้เงินมาราว 9,000 แต่เสียไปอีก สองหมื่นกว่า ค่าแฟลชกับกริป...

กลับมาบ้านนั่งมองของอย่างมีความสุข ได้ถ่ายภาพโน้นภาพนี้ จนได้มีทริปพอตเทรตของ Pantip ในกลุ่มไม่กี่คนไปลองถ่ายดู โอ้ว ได้ความรู้จากน้าๆอีกหลายท่าน เห็นภาพของน้าๆหลายท่าน ชอบจัง แต่ตอนนี้สตางค์แทบหมดกระเป๋าแล้ว แต่ในที่สุดก็รู้สึกว่า เลนส์เราดีแล้วแต่ที่สำคัญ เวลาเก็บล่ะ ใส่กระเป๋าแล้วเอาซิลิก้าเจลใส่แค่นั้นพอเหรอ ในที่สุด ก็ไปเห็นกล่องตั้งระดับความชื้น ขนาดราว 20 ลิตร ราคาก็สามพันกว่า เอาน่ะ ซื้อมาเก็บกล้องกับเลนส์ที่ร่วมแสนคุ้มๆ โดนไปอีก3 พันกว่าครับ เบ็ดเสร็จตอนนี้โดนไปเท่าไรแล้วเนี่ยน่าจะราวๆ แสน แก่ๆได้แล้ว เอาละ คงไม่มีอะไรต้องหาซื้อเพิ่มอีกแล้ว น่าจะมีครบแล้ว แต่ในที่สุด ก็ยังครับ ยัง...ยังมีต่ออีก คราวนี้ตามมาเป็นพรวนเลยทีเดียว เหมือนเวลาท้องเสียครับ ปวดท้องนิดหน่อยรีบเข้าห้องน้ำ คิดว่าออกมานิดเดียว ทีนี้ พรวดพรั่งพรูเลยครับ แบบหยุดไม่อยู่แล้ว เงินไหลออกยังกับน้ำก็อกที่เปิดทิ้ง แต่จะเป็นอย่างไรต่อไปจะโดนอีกแค่ไหน ติดตามในตอนที่ 4 นะครับ...

ลิงค์ตอน 2 : http://mchaw.multiply.com/journal/item/15
ลิงค์ตอน 1 : http://mchaw.multiply.com/journal/item/12


จากคอลัมน์ M talk by mchaw นิตยสาร Mobile Mag เดือน มค.08

ต้องขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ 2551 กับชาวไทยทุกคน และขอส่งความสุขพร้อมขอให้ได้รรับสิ่งดีๆในปีใหม่นี้ ใครที่เคยทำอะไรพลาดไปในปีที่ผ่านมาก็ขอให้เป็นบทเรียนไม่ทำพลาดอีก และตั้งใจทำสิ่งที่ดีๆยิ่งขึ้นในปีนี้ครับ และหากไม่ผิดพลาดอะไร ปีใหม่นี้เราก็ได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งและคิดว่าคงจะทำให้การเมืองที่วุ่นวายมาปีกว่าน่าจะสามารถสงบเรียบร้อยได้เสียทีนะครับ
อย่างที่ผมเกริ่นไว้ในฉบับที่ผ่านมา คราวนี้ผมจะเขียนให้คุณผู้อ่านทั้งหลายทราบเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการในเครื่องคอมพิวเตอร์ Mac กัน สำหรับใครที่ใช้งานคอมอยู่เป็นประจำก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องรู้จักกับระบบปฏิบัติการ Windows XP ที่ใช้งานมานานเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา โดย Windows เพ ิ่งจะออกระบบปฏิบัติการใหม่มาให้ใช้กันเมื่อช่วงต้นปี 2007 นี้เอง ซึ่งก็ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการการว่า Windows Vista ซึ่งก็แน่นอนว่าระบบปฏิบัติการใหม่อาจยังไม่ค่อยลงตัวจนหลายท่านจำเป็นจะต้องดาวน์เกรดไปเป็น XP กันพอสมควร อย่างไรก็ดี หน้าตาของ Vista ก็ทำให้เกิดความน่าใช้ขึ้นมากทีเดียวเช่นอินเตอร์เฟสแบบใหม่ ที่เต็มไปด้วยกราฟฟิคอันอลังการมากยิ่งขึ้น

อ้าวเขียนไปเขียนมาไปพูดถึง Vista เสียอย่างนั้น กลับมาที่ Mac กันบ้างนะครับ คือกำลังจะบอกว่า ฝั่งของ Mac เองก็ได้ออกระบบปฏิบัติการใหม่มาให้ใช้งานเหมือนกันครับ โดยทาง Mac จะเรียกระบบปฏิบัติการว่าเป็น Mac OS X OS ก็คือ Operating System หรือระบบปฏิบัติการ ส่วน X คือตัวเลขในภาษาโรมัน คือ 10 หมายถึงเป็น ระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่น 10 ซึ่งก็จะมีจุดเพื่อแบ่งเวอร์ชั่นย่อยออกมาให้ใช้งานกัน ตัวก่อนหน้าปัจจุบันจะเป็นเวอร์ชั่น 10.4 ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Tiger ใช้งานมาราว 2 ปีเศษ และ ได้ออกระบบปฏิบัติการตัวล่าสุดที่เรียกว่า Leopard หรือภาษาไทยอาจออกเสียงว่า เลิบเพิร์ด หรือ เล็บพาร์ด ก็แล้วแต่สำเนียง ใช้ชื่อรหัสว่า 10.5 ออกมาในช่วงเดือนตุลาคม 2007 ซึ่งมีสนนราคาแบบใช้งานเครื่องเดียว 4,790 บาท หรือหากใช้แบบ Family Pack คือใช้งานได้ 5 เครื่อง ในราคา 7,490 บาท สำหรับผู้ที่ใช้ Mac แต่ไม่มีระบบปฏิบัติการนี้ในเครื่อง แต่หากซื้อเครื่องใหม่ ก็ตะติดตั้งมาให้ในเครื่องเลยครับ

เจ้าแผ่นติดตั้งของระบบปฏิบัติการ Leopard นี้ สามารถที่จะเลือกติดตั้งได้ 3 แบบ1) อัพเกรด หมายถึงหากใช้ระบบปฏิบัติการ Tiger อยู่ สามารถติดตั้ง Leopard ทับได้เลย โดยข้อมูลไม่สูญหาย ใช้งานต่อได้ โดยเสียเวลาติดตั้งราว 1-3 ชั่วโมงแล้วแต่ระดับความแรงของเครื่อง Mac 2) ติดตั้งแบบ Archive ซึ่งก็จะติดตั้งแบบยังคง ข้อมูลสำคัญไว้ หรือ3) เลือกติดตั้งแบบ Erase and Install ซึ่งแบบหลังนี่คือทำการ Format เครื่องก่อน โดยต้องสำรองข้อมูลที่จำเป็นไว้ก่อน และผมเองก็อยากแนะนำให้ใช้วิธีนี้ เพราะจะได้เครื่องที่มีระบบปฏิบัติการที่สมบูรณ์ที่สุด นอกจากการติดตั้งแล้ว เจ้าแผ่นติดตั้ง ยังใช้เป็นตัว Repair Disk ได้ด้วย หมายถึงเวลาที่เครื่องเกิดรวนขึ้นมา ให้เรานำแผ่นติดตั้งใส่เครื่อง แต่ไม่ได้ติดตั้งนะครับ จะใช้คำสั่ง Disk Utility เพื่อทำการ Repair Disk โดยจะทำการตรวจเช็คไฟล์ข้อมูลต่างๆใน Hard Disk ที่ติตดั้งระบบปฏิบัติการ และทำการแก้ไขในส่วนที่ผิดพลาดได้ด้วยตนเอง หลังจาก Repair แล้ว ก็จำทำให้เครื่องกลับมาใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ไร้ปัญหาเช่นเดิมครับ


ทีนี้นอกจากเรื่องการติตดั้งระบบปฏิบัติการ Leopard แล้ว ยังมีทีเด็ด ที่ฝั่ง Mac ใช้เป็นจุดขายสำหรับผู้ที่ยังฝังใจกับ Windows หรืออาจมีความจำเป็นในการใช้งานฝั่ง Windows ในบางโปรแกรมอยู่บ้าง ใน Leopard ได้ติดตั้งโปรแกรม Utility ที่ชื่อว่า Bootcamp เอาไว้ใช้สำหรับแบาง Hard Disk ในเครื่องไว้เป็น 2 พาร์ทิชั่น โดยเราสามารถเลือกขนาดของ พาร์ทิชั่นได้ เช่นในเครื่องมีความจุ 120 GB สามารถเลือกให้แบ่งเป็น 100 สำหรับ Mac และอีก 20 สำหรับ Windows เป็นต้น หรือจะแบ่งเท่าๆกันคนละครึ่งก็ได้ ตามแต่ความต้องการใช้งาน จากนั้นก็จะมีขั้นตอนให้ใส่แผ่นติดตั้ง Windows ซึ่งก็สามารถติดตั้งได้ทั้ง XP หรือ Vista ตามแต่เจ้าของเครื่องต้องการ เสร็จเรียบร้อยก็ให้ใส่แผ่น ติดตั้ง Leopard ในฝั่ง Windows เพื่อติดตั้ง Driver ใช้งานต่างๆ จากนั้นก็สามารถใช้งาน Windows ได้เหมือน Notebook ทั่วไปครับ เวลาจะเปลี่ยนระบบปฏิบัติการก็สามารถเลือกได้ว่าต้องการใช้งาน Windows หรือ Mac ครับ แต่จะใช้ทีละระบบนะครับ ไม่ได้ซ้อนกัน อันที่จริงมีโปรแกรมที่สามารถทำให้ Windows รับซ้อนบน Mac ได้ แต่ไม่ขอพูดถึงในที่นี้เพราะไม่ใช่ส่วนที่มากับ Leopard ครับ อันที่จริง Bootcamp นั้น Apple เคยเปิดให้ดาวน์โหลดตัว Betaในเวอร์ชั่น 1.4 มาใช้กับ Tiger แล้ว แต่จะหมดอายุในตอนสิ้นปี ดังนั้นใครอยากใช้ต่อต้องลง Leopard ครับ



ทีนี้ คนที่เคยใช้ Windows ก็จะมีคำถามว่า อ้าวแล้วอย่างนี้ ไวรัสจะติดได้หรือไม่ และฝั่ง Windows จำเป็นต้องมี Anti Virus หรือไม่ ขอตอบว่า ฝั่ง Windows ก็ต้องติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเหมือนปกติครับ ส่วนฝั่ง Mac ในปัจจุบันยังไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมป้องกันไวรัสแต่อย่างใดครับ และหากเรารู้ชื่อไฟล์ของไวรัส เราอาจเปิดฝั่ง Mac และไปทำการค้นหาไฟล์ไวรัสดังกล่าวในฝั่ง Windows และทำการลบไฟล์นั้นได้เลยครับ
ผ่านจากการติดตั้งมาแล้วทีนี้ ผมขอพูดคร่าวๆเกี่ยวกับเจ้า Leopard ที่มีหน้าตาดูน่าใช้งานมากขึ้นกันดีกว่าครับ สำหรับ ไอคอน ช็อตคัท ใน Windows มักจะอยู่ด้านซ้ายมือเรียงลงมาเป็นแถว แต่ใน Mac จะใช้การเรียงไอคอนด้านล่างจอเป็นหลัก ซึ่งใน Leopard จะเรียกว่า Dock เป็นไอคอนแบบ 3 มิติ คือมีถาดสีเทาๆรองรับไอคอนเหล่านี้อยู่ เวลาเลื่อนเมาส์ผ่านไป ก็สามารถตั้งให้ไอคอนเหล่านี้ขยายขึ้นมาได้ ดูเป็นรูปแบบที่น่าใช้งานดีทีเดียว เวลาเปิดโปรแกรมใดๆ ไอคอนก็จะเด้งตัวเองขึ้นลงสักเครู่เมื่อโปรแกรมเปิดแล้วก็จะหยุดเด้งและมีสัญญลักษณ์สีฟ้าที่ด้านใต้ไอคอนนั้นๆให้รู้ว่า โปรแกรมนี้เปิดค้างอยู่ ที่นี้มาดูคุณสมบัติของไอคอนที่อยู่ทางขวามือของ Dock จะมีคุณสมบัติที่เรียกว่า Stack เช่น เวลาเราเปิด Stack เหล่านี้ หากมีไอคอน หรือไฟล์ใน โฟลเดอร์นั้นๆมากกว่า 1 จะสามารถเลือกแสดงแบบ Fan คือเรียงเอียงๆขึ้นไป หรือจะแสดงแบบไอคอนในหน้าต่างก็ได้ ซึ่งดูเก๋ไก๋มากทีเดียวครับ ส่วนด้านขวามือของหน้าจอ จะเป็นไอคอนของ Hard Disk เป็นหลักครับ หรือเราจะจัดโฟลเดอร์เพิ่มขึ้นก็ได้ครับ


มาว่าถึงทีเด็ดเจ้า Leopard กันดีกว่าครับ ทีเด็ดที่อยากจะยกมากล่าวถึงอย่างแรกคือความสามารถในการ เลือกดูไฟล์ในโฟลเดอร์ต่างๆ ซึ่งสมัยก่อนเราจะเลือกดูแบบเป็นไอคอน หรือเป็น Thumbnail หรือจะเป็นแบบรายชื่อ ใน Leopard สามารถเลอืกดูแบบ Cover Flow ซึ่งก็เหมือนการที่เราเลือกดูปกอัลบั้มแ่นเสียงในตู้เพลงหยอดเหรียญในสมับก่อนนั้นเองครับ หรือหากใครเคยใช้งาน Cover Flow ในโปรแกรม iTunes ที่ต่อกับ iPod หรือใน iPod ก็แบบเดียวกันนั้นเลย ทำให้ดูสวยงามไปอีกแบบ แต่ทีเด็ดไม่ได้หยุดลงแค่นั้นครับ หากเราดูแล้วเห็นว่าเป็นไฟล์ประเภทใด เช่น PDF Word Image VDO และต้องการแค่ดู่าใช่ไฟล์ที่เราจะใช้งานหรือเปล่า ก็เพียงกดไอคอนรูปดวงตา หรือจะกดแถบ Space bar ซึ่งคือคำสั่ง Quick Viewเจ้าไฟล์ดังกล่าวจะแสดงผลใหญ่ขึ้นให้เราอ่านได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องไปเปิดโปรแกรมใดๆ เช่นหากเป็นฟล์ VDO ก็สามารถ Play ดูได้เลย เป็นไฟล์ .doc ก็ไม่ต้องไปเปิดโปรแกรม Word แต่ดูได้คร่าวๆเลย หรือเป็น PDF ก็ไม่ต้องไปเปิด Adobe Reader ก็สามารถดูได้ครับ นับว่าช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาไฟล์ได้มากทีเดียว


นอกจากความสามารถในด้าน Quick View ที่นับเป็นทีเด็ดแล้ว อีกความสามารถหนึ่งที่นับว่าเป็นสุดยอดใน Leopard ก็คือ Time Machine ชื่อก็บอกแยู่แล้วนะครับ ว่าเราสามารถย้อนเวลาไปได้ โปรแกรมนี้ใช้สำหรับการ Backup ข้อมูลต่างๆใน Hard Disk ของเรา และยังสามารถ Restore ข้อมูลกลับมาได้อย่างง่ายๆ หลักการทำงานของ Time Machine ก็ไม่ยากครับ ขอเพียงเรามี External Hard Disk หรือ ฮาร์ดดิสแบบต่อภายนอก ต่อเข้ากับ Mac จากนั้น โปรแกรม Time Machine จะถามว่าต้องการใช้ Hard Disk ลูกนี้กับ Time Machine หรือไม่ ก็กด Yes ไป เท่านี้โปรแกรมจะทำสำรองข้อมูลให้เรียบร้อย โดยเราไม่ต้องไปยุ่ง ทำงานของเราไปตามปกติ ในครั้งแรกอาจใช้เวลาในการทำสำรองนานหน่อยครับ ขึ้นกับข้อมูลในเครื่อง Mac ของเรา จากนั้น ต่อไป ทุกชั่งโมง เจ้า Time Machine จะตรวจความแตกต่างของข้อมูลและทำสำรองไว้ให้ เมื่อเราเกิดไฟลบไฟล์บางไฟล์ไปแล้ว เช่น ในโฟลเดอร์รูปภาพ เราเกิดไปลบภาพที่ต้องใช้ไป 1 ภาพ ลงถังขยะและลบถาวรไปแล้ว ต้องการไฟล์ดังกล่าวเพียงไฟล์เดียวกลับมา ก็ให้เปิดหน้าต่างโฟลเดอร์ดังกล่าว และกดที่ไอคอน Time Machine ระบบจะทำการเปิด หน้าต่าง Time Machine ซึ่งจะเป็นลักษณะของโฟลเดอร์ที่เราเปิดค้างไว้ เรียงตามระยะวลาจากล่าสุดไปถึงครั้งแรกที่เราทำสำรองข้อมูลไว้ เราก็เลือกย้อนกลับไปยังหน้าต่างในอดีต เช่นของเมื่อวานจะเห็นไฟล์ที่ต้องการ ให้คลิกเลือกไฟบล์นั้น และเลือก Restore กลับมา เท่านี้ไฟล์ดังกล่าวก็จะกลับมาให้เราได้ใช้งานอย่างง่ายๆครับ ยังสามารถใช้กับไฟล์ Application ต่างๆได้ด้วยนะครับ


สำหรับการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม ใน Mac จะมีการติดตั้งอยู่ 2 แบบ คือ แบบที่เวลาเราโฟลดไฟล์ิติดตั้งมาแล้ว สามารถที่จะนำไอคอนของโปรแกรมใส่ลงใน โฟลเดอร์ Application ได้เลย อีกแบบคือแบบที่ต้องติดตั้งตามขั้นตอน คล้ายใน Windows และสามารถลากไอคอนจากโฟลเดอร์ Application มาไว้ที่ Dock เพื่อเป็นคีย์ลัดในการเรียกใช้งานโปรแกรมครับ หากต้องการลบคีย์ลัดออกจาก Dock ก็แค่ลากไอคอน ออกนอก Dock ก็จะหายไป เองครับ
อีกความสามารถหนึ่งคือ Spaces ซึ่งสามารถที่จะเลือกหน้าจอได้เป็น 4 หน้าต่างขึ้นไป เช่น เวลาที่เราเปิดโปรแกรมหลายๆโปรแกรมซ้อนทับกันบนหน้าจอเดียว อาจดูรก แต่ไม่อยากจะปิดโปรแกรมหรือซ่อนโฟรแกรมนั้นๆ เราก็เลือกคำสั่ง Spaces เบื้องต้นเราจะเห็นหน้าจอแบ่งเป็น 4 ส่วน จากนั้น เราก็คลิกลากโปรแกรมที่ซ้อนกันแยกไว้คนละหน้าต่าง จากนั้นก็เลอืกหน้าต่างที่เราต้องการทำงาน และหากต้องการเเลื่อนเปลี่ยนหน้าต่างก็เพียงกด Ctrl+ลูกศรทิศทาง เพื่อเปลี่ยนไปยังหน้าต่างอื่นๆได้โดยง่ายครับ
หรือหากไม่ต้องการเปิด Spaces แต่อยากดูว่า มีโปรแกรมหน้าต่างใดๆซ้อนกันอยู่บ้างอย่างรวดเร็วก็เพียง กด F9 หรือ กดปุ่มด้านข้างของเม้าส์พร้อมๆกัน คำสั่ง Expose จะถูกสั่งการ ทำให้หน้าต่างที่ซ้อนกัน ย่อลงเป็นหน้าต่างขนาดเล็กและกระจายอยู่ในหน้าจอโดยไม่ทับกัน สามารถเลือกดูได้สะดวกยิ่งขึ้นครับ


สำหรับข้อด้อย หรือ Bug ใน ระบบปฏิบัติการ Lepard ก็ยังคงมีให้เห็น ดังเช่นระบบปฏิบัติการใหม่ๆที่เปิดตัวทั่วไปครับ ณ ปัจจุบันขณะที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ก็ได้มีอัพเดทมาเป็น 10.5.1 แก้ Bug มาหลายส่วน แต่โดยรวมก็นับว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้งานได้ดี แต่ก็ยังคงต้องมีการอัพเดทต่อไปอีกในไม่ช้าครับ เพราะสมัยเจ้า Tiger นี่ ก็มีตั้งแต่ 10.4.1 ถึงล่าสุดก็ 10.4.11 ไปแล้วครับ
เอาละครับ ผมขอเขียนให้อ่านคร่าวๆ แค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับ อันที่จริงมีคุณสมบัติที่ทาง Apple คุยว่า เพิ่มขั้นมาจาก สมัยเป็น Tiger อยู่กว่า 300 คุณสมบัติ แต่ที่เด่นๆก็ที่แนะนำกันข้างต้นนี้เป็นตัวอย่างครับ เท่านี้อาจทำให้คุณผู้อ่านเปลี่ยนใจอยากได้ Mac สักเครื่องมาใช้งานก็เป็นได้ เอาเป็นคราวหน้าจะมาคุยเรื่องของ Mac ให้ฟังอีก ส่วนจะเป็นเรื่องใดนั้น ก็คงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ รับรองว่า น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน ฉบับนี้ขอลาไปก่อน ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านสุขภาพแข็งแรงตลอดปีครับ ขอบุญรักษาทุกท่านครับ /mchaw

หมายเหตุ:- คุณผู้อ่านสามารถหาข้อมูลระบบปฏิบัติการ Leopard เพิ่มเติมได้ที่ http://www.apple.com ครับ




จากคอลัมน์ M talk by mchaw นิตยสาร Mobile Mag เดือน ธค.07



สวัสดีครับ คุณผู้อ่านที่น่ารัก เดือนธันวาคมของทุกปี นับว่าเป็นเดือนมหามงคลของชนชาวไทยทั่วหล้า เพราะมีวันสำคัญของชาติคือ วันเฉลิมพระชนมพรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงที่ทรงเป็นพ่อของแผ่นดิน โดยเฉพาะปีนี้ เป็นปีมหามงคลยิ่งใหญ่ด้วยทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา กว่า 60 ปีที่ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายเพื่อประชาชนชาวไทยได้อยู่ดีกินดี มีความสุขกันถ้วนหน้า นับว่าเป็นบุญของชาวไทยโดยแท้ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง และในโอกาสอันดีนี้ ผมก็ใครขอเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่านร่วมมือร่วมใจ ประพฤติตนเป็นคนดีของชาติ เพื่อถวายความดีนี้ให้กับในหลวงอันเป็นที่รักและเคารพยิ่งของเราครับ


พอใกล้ปลายเดือน ก็จะมีเทศกาล คริสมาสตร์ และเทศกาลปีใหม่ กันอีกแล้ว เผลอไผลไปไม่นาน ก็แก่ลงอีกปีหนึ่งแล้วหรือนี่ ทำให้รู้สึกได้ว่าเลานี่ช่างผ่านไปไวยิ่งนัก นึกย้อนไปเมื่อตอนต้นปี 50 ที่ผ่านมา ผมเองก็เพิ่งจะหันกลับมาเขียนคอัมน์นี้หลังจากห่างหายไปนาน นี่แป๊ปเดียว เขียนฉลองครบ 1 ปีเสียแล้วนะครับ อยากให้คุณผู้อ่านลองนึกย้อนไปในปีที่ผ่านมาว่า สิ่งใดที่เราทำแล้วได้ผลอย่างไร หากสิ่งใดที่ทำแล้วผลตอบกลับมาไม่ดีหรือไม่ได้ดังหวังก็ขอให้เก็บนำมาใช้เป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงให้เราไม่ทำพลาดซ้ำอีก สิ่งใดที่ดีอยู่แล้วก็พยายามต่อยอดให้ดียิ่งๆขึ้นในปีถัดไป เอาละครับ พร่ำบ่นเป็นคนแก่ ทั้งที่ยังหนุ่ม(เหลือน้อย) เดี๋ยวคุณผู้อ่านจะเบื่อเสียก่อน มาเข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้ให้อ่านกันนะครับ ว่าด้วยเรื่อง MAC นั่นเองครับ


ผมเองก็เชื่อว่าหลายท่านคงทราบว่าผมกำลังจะเขียนเรื่องของอะไร แต่อีกหลายท่านก็อาจจะเคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร หรือบางท่านบอก จะเขียนอะไรให้อ่านกันนี่ เกี่ยวอะไรกับ แม็กซ์77 ที่เป็นยารักษากระเพาะอาหารหรือเปล่า บอกได้เลยว่าไม่เกี่ยว และไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆทั้งสิ้นนะครับ ทั้งยังไม่เกี่ยวกับ แม็กซ์หรือที่หนีบกระดาษอีกด้วย แต่มาว่ากันด้วยเรื่องของสินค้าในวงจรเทคโนโลยีอีกอย่างหนึ่งครับ เอาเป็นว่าขออนุญาตปูพื้นให้เข้าใจง่ายๆแบบภาษามือใหม่ที่อยากเขียนให้อ่านละกันนะครับ คำว่า Mac อันที่จริงเต็มๆน่าจะเป็น Macintosh เป็นชื่อเรียกระบบปฏิบัติการในเครื่องคอมพิวเตอร์ เหมือนอย่างที่เราเรียกว่า Windows น่ะครับ หากใครรู้จักWindows ก็ต้องรู้จักชื่อ บิล เกต แต่หากใครรู้จักฝั่ง Mac ก็ต้องคุ้นชื่อ สตีฟ จ๊อป ทั้งคู่นับเป็นผู้บุกเบิกวงการคอมพิวเตอร์แต่อยู่คนละฝั่งของระบบปฏิบัติการครับ อีตาบิล เกตนี่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ โดยเน้นการพัฒนาไปที่ระบบปฏิบัติการ หรือ ซอฟท์แวร์นั่นเอง(อันที่จริงหากไม่ทับศัพท์นี่ไปกันใหญ่เลยนะครับ เพราะซอฟท์แวร์ จะแปลว่า ละมุนภัณฑ์ แต่อนุโลมใช้ทับศัพท์เพื่อความเข้าใจ) แต่ฝั่งทาง Mac ซึ่งอีตา สตีฟ จ๊อปเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Apple นี่ จะมาทั้งแพ็คเลยครับ ทั้ง ซอฟท์แวร์ และ ฮาร์ดแวร์ คือความตั้งใจไม่ได้ขายซอฟแวร์หรือระบบปฏิบัติการ Macแยกให้มาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆเหมือนอย่างฝั่ง Windows ที่คุณจะหาซื้อได้ทั้งยี่ห้อแบรนด์อย่าง Sony, Fujitsu, Asus, Aser และอื่นๆอีกมากมาย แต่ Mac นี่คุณจะต้องซื้อเครื่องของเขาเพื่อใช้กับซอฟแวร์ระบบปฏิบัติการของเขาเท่านั้นครับ
ง่ายๆอีกทีนะครับ ไมโครซอฟท์ ทำ Windows มาขายเพื่อนำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์หลากหลายยี่ห้อ ตามที่ใครจะมาซื้อไปใช้งาน
ส่วน Apple(ชื่อบริษัท) ทำ Macintosh มาขายพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกกันทั่วไปว่า Mac เท่านั้น แต่ก็ยังซอยแบ่งตามความต้องการใช้งานอยู่หลายรุ่นด้วยกันครับ
หลายคนคงไม่ค่อยเข้าใจว่า แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ Mac นี่มันจะดีอย่างไร ใช้งานกับโปแกรมต่างๆที่เคยใช้ใน Windows ได้หรือไม่ หรือจะมีปัญหามากน้อยเพียงใด ราคาน่าจะสูงกว่างบประมาณที่มีอยู่ หรือไม่ก็ รู้สึกว่า น่าจะใช้งานได้ยุ่งยาก เพราะเคยชินกับ Windows และแค่นี้ก็ปวดหัวแย่แล้ว ต้องไปนั่งเรียนรู้การใช้ Mac อีก ยังไม่รู้ปัญหาที่เกิดกับ Mac จะอีกเพียงไหน ไม่ไหวๆ ฉันขอใช้ Windows ต่อไปดีกว่า หรือบางคนอาจไม่รู้จัก Apple หรือ Mac แต่กับรู้จัก iPod และ iPhone มากกว่าด้วยซ้ำ หารู้ไม่ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกันกับ Mac นั่นเองครับ


เอาละครับ ก็น่าจะพอรู้แบบมือใหม่กันแล้ว คราวนี้ ผมขออนุญาต แนะนำเครื่องคอมพิวเตอร์ Mac ในปัจจุบันที่มีขายให้ได้รู้จักมักจี่กันมากขึ้นสักเล็กน้อย เพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน และอาจจะไปกระตุ้นต่อมอยากของคุณผู้อ่านบ้างก็ได้ครับ (ขอยืนยันในที่นี้ว่า ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด แต่เขียนเพราะลองใช้แล้วอยากบอกเล่าความรู้สึกเท่านั้นครับ)
เครื่องคอมพิวเตอร์ของ Mac ที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบันแยกออกเป็นแบบ ตั้งโต๊ะ หรือ ที่เราอาจคุ้นกันในชื่อ Desktop และ แบบ โน๊ตบุ๊ค หรือ Laptop ซึ่ง ในส่วนของ Desktop นั้น จะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นหลักๆคือ



1.Mac Mini


รุ่นนี้ออกมาได้พักใหญ่แล้วครับ นับว่าเป็นเครื่อง Mac ที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน อยากลอง Mac แต่อาจมีงบประมาณน้อยสักหน่อย ก็หาเจ้า Mac Mini ไปใช้งาน เพราะที่มีมาก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเป็นกล่องๆเดียว มีช่องต่อสาย หรือพอร์ทมาให้พอใช้งานทั่วไป ไม่มีจอมาให้ ต้องไปหาซื้อจอมาใช้งานเอง สเปคซีพียูมีให้เลือก Core2Duo1.83GHz กับ 2.0GHzสนนราคาก็อยู่ประมาณ 2 หมื่นต้น ถึง3 หมื่นต้น



2.iMac


รุ่นนี้นับว่าเป็นรุ่นที่ทำยอดขายมากที่สุดในบรรดา Desktop ของ Mac ออกรุ่นใหม่มาได้ไม่นานช่วงไตรมาสสามของปี 50นี่เองเพราะดีไซน์ที่สวยงามน่าใช้งาน จอที่สวยใส มีขนาดหน้าจอให้เลือกคือ 17, 20 และ 24 นิ้ว (รุ่นล่าสุดจะมี 20 กับ 24 นิ้ว) เสปคซีพียูเริ่มที่ Core2Duo 2.0GHz ถึง 2.4GHz และสั่งพิเศษเป็น 2.8GHz ได้ ใครเห็นใครก็ต้องรักต้องหลง เพราะออกแบบให้จอกับเครื่องเป็นช้รเดียวกัน ใช่ครับ ผมไม่ได้พิมพ์ผิด เวลาคุณใช้งานทุกอย่างจะอยู่ติดกับจอ มีแยกออกมาเฉพาะ คีย์บอร์ดกับเม้าส์เท่านั้นเองครับ พอร์ตต่างๆ อยู่ด้านหลังจอ ช่องใส่ DVD อยู่ด้านข้างจอ ไม่มีสายระเกะระกะมาโยงใยเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไป ดูเรียบหรู ซึ่งสนนราคาก็คิดค่าดีไซน์พร้อมไปด้วยแล้วคือรื่องที่ 4 หมื่นปลาย ไปถึง 7 หมื่นต้น แต่หากใครมีไว้ใช้ในบ้าน โดยเฉพาะรุ่น 24 นิ้ว ขอแนะนำให้เอาไว้ตรงห้องรับแขก รับรองว่า เป็นเครื่องประดับที่หรูหราไม่น้อยหน้าจอ LCD ขนาด 50-60 นิ้วเลยทีเดียวครับ




3.Mac Pro


รุ่นนี้สำหรับโปรตัวจริง ซึ่งเวลาซื้อก็จะได้เฉพาะ ตัว Tower กับคีบอร์ดและเม้าส์ ไม่ได้หน้าจอนะครับ หน้าจอต้องไปว่ากันเองซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องซื้อหน้าจอของ Mac มาใช้เพราะความละเอียดและสีสันเหมาะเจาะกัน ราคาก็เริ่มตั้งแต่เกือบแสน ที่เสปค Dual core Xeon 2.66GHz ไปจนกระทํ่ง Quad core 3.0GHz (8 core) ที่ร่วมแสนหก เหมาะสำรับงานมืออาชีพอย่างแท้จริง ส่วนออฟชั่นที่ต้องซื้อคือจอนั้น ก็มีให้เลือกตั้งแต่ 20, 23 และ 30 นิ้ว ที่ราคาเริ่มตั้งแต่ 2 หมื่นต้น ถึง 7หมื่นเศษจุดเด่นอยู่ที่ความละเอียดของหน้าจอที่ว่ากันที่ 1980X1200 ไปจน 2560x1600 พิกเซล



เป็นไงครับเห็นราคาแล้ว ก็อึ้งทึ่งเสียวไปพอประมาณ ต่อมา มาดูในส่วนของโน๊ตบุ๊คกันบ้าง อันที่จรริงฝั่ง Mac ไม่เรียกโน๊ตบุ๊คครับ แต่จะเรียก แม็คบุ๊ค เพราะหากเรียกโน๊ตบุ๊คจะเข้าใจกันว่าเป็นระบบปฏิบัติการ Windows ครับ แยกได้หลักๆเป็น 2 รุ่นด้วยกันครับ





1.Macbook


รุ่นนี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเคลื่อนที่ คือถือย้ายไปไหนมาไหนได้สะดวก ปรับปรุงล่าสุดเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน50 โดยเเพิ่มความเร็วของซีพียูในเครื่อง ด้านขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว น้ำหนัก 2 โลครึ่งโดยประมาณ สามารถพกพาไปมาได้สะดวก มีสีขาวและดำให้เลือก วัสดุที่เป็นส่วนประกอบภายนอก เป็นพลาสติกเนื้อดี โดยเฉพาะสีขาว ที่เป็นเงามัน มีข้อเสียคือเป็นรอยง่ายมากๆ ต้องระวังรักษาพอควร ส่วนสีดำ จะเป็นสีดำด้าน รอยขึ้นยากกว่านิดครับ เสปคของซีพียูจะว่ากันที่ Core2Duo 2.0 และ 2.2GHz ราคาก็มีตั้งแต่ 4 หมื่นต้นถึงเกือบ 6 หมื่น เป็นรุ่นยอดนิยมในการใช้งานครับ เพราะราคาถือว่าพอรับได้ในเสปคเมื่อเทียบกับแบรนด์อย่าง Vaio(Sony)หรือ Fujitsu รุ่นทั่วๆไป




2.Macbook Pro


รุ่นนี้เรืิ่มขนาดกันที่หน้าจอ 15.4 นิ้ว กับ 17 นิ้ว ซึ่งดูแล้วเริ่ดหรูอลังการมากครับ เพราะเป็น Laptop ที่งานประกอบดูดี ล่าสุดเปิดตัวในช่วงกลางปี 50 วัสดุที่ใช้ประกอบภายนอกเป็น อลูมิเนียม ช่วยให้การระบายความร้อนจากในเเครื่องออกมาได้ดี แต่ก็จะรู้สึกว่าเครื่องร้อนมากกว่า Laptop ทั่วไป โดดเด่นด้วยดีไซน์ครับ สำหรับสเปคเริ่มกันที่ซีพียู Core2Duo2.2Ghz และ 2.4GHz และสามารถอัพเกรดพิเศษไปถึง 2.8GHz ได้ ราคาก็ว่ากันที่ 7 หมื่นกลางถึงแสนต้นๆ อันนี้ใครอยากได้ไว้ใช้ก็ต้องกระเป๋าหนักสักหน่อยครับ และที่สำคัญต้องระวังเคสไปกระแทกกับของแข็งเพราะไม่แตกแต่บุบ อาจทำให้เสียดายจนน้ำตาร่วงได้ครับ สำหรับใครที่เกรงว่าจะหนักเอาการกับหน้าจอ 15 นิ้ว ขอบอกว่า น้ำหนักตามเสปคพอๆกับ Macbook คือ 2 โลครึ่งโดยประมาณ แม้จอจะใหญ่กว่าก็ตาม แต่ในขนาด 17 นิ้ว นี่คงไม่เหมาะพกพาเท่าไรแล้วครับ เพราะหากจะหากระเป๋ามาใส่ก็คงใหญ่เอาเรื่อง น้ำหนักก็มากกว่าพอดูคือราว 3 โลเศษ ที่สำคํยมีควาหนาของเครื่องเพียง 1 นิ้ว ทำให้เป็นคอมพิวเตอร์ที่ดูเพรียวกว่าความเป็นจริงครับ

การรับประกันสินค้าของ Apple นี่ถือว่าใช้ได้นะครับ ในแง่ที่ว่า เราสามารถซื้อสินค้าของ Apple จากที่ใดในโลกนี้ แล้วก็นับว่าเป็น World Wide Warranty (ไม่ต้องใช้โวยวาย วารันตี) คือเข้าศูนย์เคลมได้ทุกศูนย์บริการของ Appleทั่วโลก เช่นหากเราซื้อ Macbbok มาจากญี่ปุ่น ก็สามารถนำเข้าซ่อที่ศูนย์ของไทยได้ ที่ยังดูไม่เริ่ดเท่าที่ควรก็คือ การที่ยังไม่มีศูนย์บริการของ Apple เองในไทยครับ คงเป็นเพียง ตัวแทนศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจาก Apple เท่านั้น ซึ่งในส่วนนี้การเคลมหรือเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้น อาจต้องรอทางสำนักงานที่สิงคโปร์อนุมัติ หรือสั่งของมาให้ก่อน จึงสามารถดำเนินการให้ลูกค้าได้ครับ ที่สำคัญ หากใครคิดว่าจะใช้งานนานกว่า1-2 ปี ทาง Apple ก็มีให้เลือกซื้อรับประกันเพิ่มได้ โดยในส่วนของคอมพิวเตอร์สามารถซื้อได้อีก 2 ปี รวมกับที่รับประกันอยู่แล้ว 1 ปี จะได้ประกัน 3 ปี ราคาก็ตามรุ่นที่ซื้อครับ อย่าง Macbook ก็ซื้อในราคาประมาณ 9 พันเศษ เป็นต้น ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณผู้อ่านว่ามีงบประมาณขนาดไหน ที่จะเลือกใช้งานคอมพิวเตอร์ Mac สักเครื่อง หลายท่านอาจจะนึกว่า เอ แล้วทำไมมันถึงแพงกว่าเครื่องฝั่ง Windows ล่ะ ในเมื่ออันที่จริง พวกสินค้าพวกนี้ก็ต้นทุนไม่น่าต่างกันมาก เอาเป็นว่า คอมพิวเอตร์ Mac จะมีข้อดีคือในเครื่องมักจะให้โปรแกรมใช้งานในชีวิตประจำวันมาให้เกือบครบแล้วครับ แทบไม่ต้องหาเพิ่มเลย และด้วยความที่เครื่องและซอฟท์แวร์มาจากผู้ผลิตเจ้าเดียวกัน ความเข้ากันได้ของซอฟแวร์และฮาร์ดแวร์ก็จะทำงานได้กลมกลืนกันมากกว่าต่างคนต่างมาครับ อันนี้หลายท่านอาจบอกว่า ไม่จริง เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มีชิ้นส่วนมากมาย ไม่ได้ผลิตเจ้าเดียวกันทั้งหมด เช่น เมนบอร์ดก็บริษัทหนึ่ง ฮาร์ดดิสก์ก็อีกบริษัท แรมก็อีกบริษัทเป็นต้น แต่ที่ผมหมายถึงคือการที่กำหนดเสปคส่วนประกอบในเครื่องที่แน่นอนว่าเครื่องรุ่นนี้ ใช้ระบบปฏิบัติการนี้มีไดรฟ์เวอร์นี้ และได้ผ่านการทดสอบมาอย่างแน่นอนว่าใช้งานร่วมกันได้อย่างไร้ปัญหา หรือปัญหาน้อยที่สุด ไม่เหมือนฝั่ง Windows ที่มีผู้ผลิตตัวเครื่องคอมพิวเอตร์ไม่รู้กี่ร้อยราย ยิ่งบางรายซื้อแบบประกอบเอง และเอาแผ่น Windows แท้แบบ 150 บาทมาลงอีก อย่างนี้จะเอาความเสถียรเท่ากับที่มาพร้อมกันเป็นเซ็ทได้อย่างไรครับ อันนี้นับเป็นจุดเด่นของ Mac ครับ


เอาละครับ พอหอมปากหอมคอ ทำความรู้จักในส่วนของ Hardware พอสมควร แค่นี้ก็กินเนื้ที่ไปมากโขแล้ว เอาเป็นว่า ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ คราวหน้า ผมจะนำส่วนของ ซอฟแวร์ หรือ ระบบปฏิบัติการของ Mac มาเล่าให้ฟังครับ ว่าเท่าที่ได้ใช้งานชอบ ไม่ชอบอย่างไร หรือมีข้อดี ข้อด้อยอย่างไร โดยเฉพาะแอบแย้มให้ฟังนิด ใครที่ยังถนัด Windows เดี๋ยวนี้ก็สามารถนำไปใช้งานบนเครื่องคอมพิวเอตร์ Mac ได้ด้วย รอติดตามนะครับ ฉบับนี้ขอลาไปก่อน ขอสว้สดีปีใหม่และส่งความสุขให้คุณผู้อ่านทุกท่านครับ ขอบุญรักษาทุกท่านครับ /mchaw


หมายเหตุ:- คุณผู้อ่านสามารถหาข้อมูลคอมพิวเตอร์ Macเพิ่มเติมได้ที่ http://www.apple.com ครับ


จากคอลัมน์ M talk by mchaw นิตยสาร Mobile Mag เดือน พย.07

กลับมาพบกัที่เก่าเวลาเดิมครับ จั่วหัวข้อไว้เช่นนี้ หลายท่านอาจจะนึก เอเจ้าคนเขียนนี่จะเอาของเก่ามาเล่าให่หรือเปล่า เพราะเมื่อเล่มของเดือนกันยายน ก็เขียนระบบมือถือนำทางไปแล้วทีนึง กระผมก็ต้องขอแจ้งไว้ตรงนี้เลยว่า ไม่ซ้ำกันครับ เพราะคราวนั้น ผมได้ใช้ระบบนำทางแบบที่พ่วงกับโทรศัพท์มือถือโดยหากไม่มีดทรศัพท์มือถือ ก็ไม่สามารถใช้งานได้ แต่ในครั้งนี้ที่จะนำมาเล่าให้ฟัง หรือเขียนให้อ่าน เป็นระบบนำทางแบบไม่ต้องพ่วงอุปกรณ์ใดๆให้วุ่นวายอีกต่อไป สามารถที่จะเปิดเครื่องปุ๊บ แล้วใช้งานได้เลย ไม่ต้องไปลงโปรแกรมใดๆ อีก เรียกว่า ใช้งานได้ง่ายๆเหมือนเครื่องคิดเลข หรือทอคกิ้งดิก ประมาณนั้นครับ

จากครั้งก่อนที่ได้แนะนำเจ้า Garmin Mobile XT ไปแล้ว ผมเองก็อดจะติดใจในการใช้งานไม่ได้ ดดยเพาะเมื่อต้องเดินทางไปต่างจังหวัดในสถานที่ ที่ไม่คุ้นเคย เรียกว่าทางระหว่างเมืองที่หลงกันได้ง่ายๆไม่รู้ต้องไปแยกซ้ายหรือขวา พบแยกทีไร ต้องมานั่งกางแผนที่ให้วุ่นวายหัวใจทุกทีซิน่า เมื่อมีเจ้าระบบนำทางที่พ่วงกับมือถือ ก็ไม่สะดวกตรงที่เราต้องเปิดมือถือไว้ตลอดเวลา การเชื่อมต่อผ่านระบบบลูทูธเองก็อาจมีสัญญาณขาดๆหายๆได้บ้าง รวมทั้งหลายครั้งที่เจ้า มือถือของผม แฮ้งค์ไปเฉยๆในขณะใช้งานระบบนำทาง ส่งผลให้เกิดความหงุดหงิด และไม่สะดวกกับการใช้งานเท่าที่ควร หรือเวลาจะหาสถานที่ต่างๆ ก็ต้องกดปุ่มจากมือถือ ซึ่งก็ไม่ค่อยสะดวกเพราะปุ่มเล็ก จะเลื่อนดูแผนที่ก็ไม่สะดวก ทั้งนี้ ด้วยข้อจำกัดของมือถือผมที่ยังเป็นซิมเบี้ยนแบบซีรี่60 ที่การใช้งานไม่รองรับการสัมผัสหน้าจอ ครั้งจะไปหาPocketPC สักเครื่องเพื่อมาใช้งานกับ Mobile XT ก็ต้องเพิ่มเงินอีกหลายสตางค์อยู่ อีกครั้งผมก็ไม่ค่อยถนัดในการใช้งาน Windows บนมือถือมากนัก (อันที่จริงก็ใช้งานอยู่พักใหญ่ แต่ไม่ค่อยชอบเท่าไรครับ) ก็เลยต้องมามองหาระบบนำทางแท้ๆที่มาพร้อมในเครื่องเดียว มีหน้าจอสัมผัส ที่นี้ก็มาพอเนื้อคู่ที่ดูจะเข้าทีเปิดตัวมาใหม่เอี่ยมอ่อง แถมชื่อเสียง Garmin ก็ช่วให้ผมนึกถึงตอนทดสอบเจ้า Mobile XT ดูน่าจะเข้าที เปิดราคาไม่ถึงหมื่นห้า เอาละ หาเจ้า Nuvi 200 มาลองดีกว่า ดูว่าจะเป็นไงบ้าง


ได้ตัวเป็นๆของเจ้า Garmin Nuvi200 มานั่งชื่นชม พลิกหน้าพลิกหลังดู อืม ขนาดเหมาะมือดีครับ สัมผัสแรกที่ได้จากการเห็นเจ้า Nuvi200 ด้วยความที่ไม่เคยใช้ระบบนำทางแบบนี้มาก่อน ก็รู้สึกว่ากระทัดรัดดีทีเดียว ขนาดตัวเครื่องสามารถที่จะใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตได้อย่างสบาย ตัวเครื่องก็มีน้ำหนักไม่มากนัก ราว 147 กรัม ซึ่งก็นับว่าไม่หนักเท่าไร เพราะมือถือเดี๋ยวนี้ก็หนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ที่เด็ดก็คือขนาดหน้าจอที่ใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ราว 80% ของด้านหน้าเครื่องเลยครับ และยังเป็นจอระบบสัมผัสอีกต่างหาก โดยหน้าจอมีขนาดแนวแทยงมุมเท่ากับ 3นิ้วครึ่ง มีความละเอียดของการแสดงผลเท่ากับ 320x240 พิกเซลซึ่งก็ไม่ได้ละเอียดกว่ามือถือสมัยนี้เลย เพียงแต่จะเป็นจอแบบแนวนอน ส่วนใหญ่จอมือถือมักจะเป็นแนวตั้ง ซึ่งกลายเป็นข้อด้อยไปเล็กน้อย เพราะเวลานำทางแบบ 3 มิติ หน้าจอแนวตั้งจะเห็นแผนที่การเคลื่อนที่ด้านหน้าได้ไกลกว่า แบบแนวนอน ทีนี้เราลองมาดูว่า เจ้าเครื่องนี้ มันมีอะไรมาให้ในกล่องกันบ้างครับ


เริ่มจากตัวเครื่อง Nuvi200 ต่อมาก็มีขายึดซึ่งสามาาถนำไปติดกับกระจกได้ แน่นหนาแข็งแรงดี รวมทั้งมีแป้นสำหรับติดกับคอนดซลหน้ารถ เพื่อติดเจ้าขายึดเข้ากับคอนโซลรถก็ได้ ตามความสะดวกของการใช้งาน ที่สำคัญ อย่าไปติดในตำแหน่งที่บังสายตาเวลาขับขี่ก็แล้วกันนะครับ ต่อมาก็มีสายชาร์ทในรถ แบบเสียบกับที่จุดบุหรี่ ต่อมาก็มีซีดีแผนที่ สำรองข้อมูลไว้เผื่อเราเผลอไปรีเซ็ทเครื่อง ข้อมูลอาจหายหมด ต้องลงใหม่ และมีคู่มือการใช้งานอย่างรวดเร็วมาให้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งมีใบรับประกันมาด้วย


เจ้า Nuvi200 นี้ เรียกได้ว่าเป็นรุ่นน้องสุดท้องในตระกูล Nuvi ในขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่ มีรุ่นพี่คือ Nuvi300/310 ที่ออกนำหน้ามาก่อนไม่นาน แต่มีราคาอยู่ในระดับเกิน 2 หมื่น กับคุณสมบัติที่เหนือกว่า อย่างเช่นรองรับการเช่นไฟล์ MP3 หรือรองรับการใช้งานแฮนด์ฟรี บลูทูธของโทรศัพท์มือถือ สามารถใช้รายชื่อคนโทรจากดทรศัพท์มือถือโหลดลงไปในเครื่องได้ ซึ่งจะว่าไป Nuvi200 ก็เป็นรุ่นประหยัดที่ตัดคุณสมบัติออกเพื่อการใช้งานเชิงนำทางเนั้นครับ และที่สำคัญ ราคาก็ต่ำลงมามากทีเดียว ทำให้ผมมีโอกาสได้หามาทดลองใช้งานครับ


แม้ว่าจะเป็นรุ่นประหยัด แต่ด้วยคุณสมบัติทั่วไปแบบคนหัดใช้ระบบนำทางอย่างผม ก็นับว่าพอเพียงครับ มีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือ สามารถใส่การ์ด SD เพิ่ม(ไม่มีในชุดขายนะครับ)โดยสามารถเพิ่มแผนที่ต่างประเทศเข้าไปได้อีกโดยผ่านทาง SD หรือจะใส่รูปภาพไว้ แล้วสามารถดูจากหน้าจอขนาด 3 นิ้วครึ่งให้แสดงผลแบบสไลด์โชว์ก็ย่อมได้ และยังนำรูปมาตั้งไว้ตอนเปิดเครื่องได้ด้วย อันนี้เข้าท่าดีครับ


ระบบสัมผัสหน้าจอเท่าที่ได้ลองใช้งาน กดด้วยนิ้ว แม้จะไม่แม่นยำเหมือนการแตะด้วย stylus แบบ หน้าจอ PocketPC แต่ก็สะดวกและรวดเร็วดี หน้าจอได้ยินมาว่าเคลือบสารกับรอย และให้ความลื่นเวลาสัมผัสได้ดี หากใครมีไว้ใช้แล้วจะหาแผ่นแปะหน้าจอกันรอยมาทับไว้ก็ไม่เสียหายนะครับ การเลื่อนดูแผนที่ก็สะดวกมากครับ เช่นเวลเที่เราเปิดแผนที่แบบ 2 มิติอยู่ ซึ่งแผนที่จะหันทิศด้านบนไปทางเหนือตลอด และต้องการดูบริเวณใกล้เคียงที่ไม่อยู่ในแผนที่ทั้งซ้ายและขวา ก็สามารถแตะหน้าจอแล้วเลื่อนไปตามทิศทางที่ต้องการ จากนั้นแผนที่จะเลื่อนตามและทำการวาดแผนที่ขึ้นใหม่ซึ่งอาจต้องใช้เวลารอสักนิด ข้อดีอีกอย่างคือสามารถดูรายละเอียดในการซูมได้ถึงระดับ 20 เมตร โดยจะมีสถานที่ต่างๆ ปรากฏขึ้นบนแผนที่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นชื่อซอย ชื่อถนน ปั๊มน้ำมัน ห้างร้านต่างๆ แตะลงไปที่จุดเหล่านั้น ก็จะแสดงชื่อขึ้นมา และสามารถให้นำทางไปได้ทันทีครับ ไฟหน้าจอสามารถปรับสำหรับกลางวัน/กลางคืนได้ โดยเครื่องจะลดแสงในยามค่ำคืนให้ด้วย และเรายังสามารถปรับความสว่างได้เอง ยอมรับว่าความสว่างหน้าจอของ Nuvi200 แม้ในที่แสงมาก ก็ยังเห็นได้ชัดเจน ที่สำคัญเปลี่ยนสัญลักษณ์รถตามต้องการได้ด้วยเท่มากทีเดียว


ทีนี้มาถึงการใช้งานกันบ้างครับ เวลาใช้งานเริ่มต้นเราก็ตั้งตำแหน่งที่บ้านเราเสียก่อน เวลาไปไหน แล้วอยากกลับบ้านก็แตะตรงกลับบ้านให้เครื่องนำทางเราได้สะดวก จากนั้น ก็มีฟังก์ชั่นกันโขมย ซึ่งเราสามารถกำหนดรหัสการเปิดเครื่อง 4 ตัวได้ ซึ่งทุกครั้งที่เปิดเครื่องจะต้องกดรหัสเปิดเสียก่อน แต่ด้วยความที่เป็น GPS หากเราเปิดเครื่องที่จุดที่เราตั้งรหัสไว้ ก็สามารถเปิดเครื่องได้ทันที ซึ่งก็สะดวกหากเราลืมรหัส ก็ให้มาเปิดเครื่องที่จุดที่เราตั้งรหัสแล้วค่อยเลือกรหัสใหม่ครับ


หากเราต้องการจะเดินทางไปไหนก็ตาม เช่นไปห้างสรรพสินค้า เราก็สามารถที่จะเลือกค้นหาข้อมูลจากการสะกดชื่อก็ได้ หรือจะเลือกจากจุดหมายเช่นแถวปทุมวัน แล้วให้เครื่องค้นหาห้างสรรพสินค้าแถวนั้นให้ ก็จะพบรายชื่อที่ต้องการแตะเพื่อเลือกนำทางไปได้ทันที เวลาใช้งานก็เพียงขับไปตามที่เครื่องแนะนำครับ จะมีเสียง บอกให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา กลับรถ ชิดซ้าย ประมาณนี้ให้เราได้ยินจากลำโพงหลังเครื่องซึ่งก็ดังดีทีเดียวสามารถตั้งระดับความดังที่ต้องการได้ อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการที่จะทดสอบการเดินทางไปยังจุดหมาย เราก็สามารถทำการ จำลองเส้นทางได้ครับ ดดยระบบนี้จะตัดการใช้งาน GPS ชั่วคราวเพื่อทำการจำลองเหมือนเราขับรถไปยังจุดหมายจริงๆ ซึ่งจะได้เห็นว่าเครื่องพาเราไปทางไหน แต่หากเส้นทางที่นำไปนั้น ไม่ตรงใจ เราก็สามารถกำหนดจุดแวะ ซึ่งบังคับให้เครื่องนำเราไปยังจุดดังกล่าวระหว่างทางก่อนที่จะไปถึงจุดหมายซึ่งก็ทำให้การเดินทางตรงใจได้มากขึ้น เสียก็แต่ว่ามีจุดแวะให้เลือกได้จุดเดียวเองครับ


หากเราเดินทางไปอยู่ๆเครื่องบอกให้เลี้ยวซ้าย แต่เราจำได้ว่าตรงไปสะดวกกว่า เราก็ไม่ต้องสนใจครับ ตรงไปเลย เมื่อออกนอกเส้นทางที่กำหนดแล้ว เครื่องจะทำการคำนวณเว้นทางใหม่ให้เองและนำทางต่อไปครับ ทั้งนี้เราเองสามารถที่จะกำหนดเลี่ยงเส้นทางในเครื่องได้ ไม่ว่าจะเป็นจุดกลับรถ, ทาวหลวง, ทางด่วน, เรือข้ามฟาก, เลนส์รถร่วม ทั้งยังสามารถที่จะตั้งให้เครื่องคำนวณและนำทางในแบบ การเดิน หรือการี่จักรยานที่ความเร็วไม่เท่าความเร้วรถได้ด้วยครับ หากมีเวลาค้นข้อมูลสักนิด เวปไซด์หลายแห่งจะมี POI(Point Of Interest) คือจุดหรือตำแหน่งที่น่าสนใจ เช่นพิกัดร้านอาหาร หรือพิกัดของกล้องจับความเร็วของตำรวจ ซึ่งเราก็เพิ่มเข้าไปในเครื่องได้ เวลาวิ่งความเร็วเกินกำหนด ใกล้กล้องจับความเร็วเครื่อง Nuvi200 จะร้องเตือนขึ้นมาครับ หรือเราสามารถหาร้านอาหารที่เพื่อนๆแนะนำไว้มาลงไว้เพื่อจะได้ไปทานร้านที่ถูกใจครับ แต่ข้อด้อยอีกอย่างหากเทียบกับเจ้า Mobile XT ก็คือNuvi200ไม่สามารถบันทึกรายชื่อเพื่อนและกำหนดพิกัดได้ครับ เรียกว่า เอาไว้นำทางอย่างเดียวจริงๆ และยังไม่สามารถบันทึกรอยทางสำหรับเส้นทางที่ไม่มีในแผนที่ได้อย่าง Mobile XT ด้วยครับ


สำหรับการใช้งานนำทางนั้น บางครั้งก็อาจสับสนกับเลนส์ที่ติดๆกันได้เช่นเดียวกันกับ Mobile XT รวมทั้งการดีเลย์ของการแสดงผลหากเราขับรถยิ่งเร็วก็ยิ่งเห็นชัดครับ ยกตัวอย่างเวลาเราขับผ่านแยก บนแผนที่ของ Nuvi200 จะผ่านแยกช้ากว่าราว 1-2 วินาที ซึ่งก็ทำสับสนได้บ้างในการใช้งานแรกๆ หรืออย่างที่เราต้องเลี้ยวข้างหน้า ทำไมในของจริงดูใกล้กว่าที่เครื่องคำนวณให้เช่น เลี้ยวซ้ายอีก 100 เมตร ของจริงราว 50 เมตรเองอย่างนี้เป็นต้นครับ การเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ก็ต้องหาสาย miniUSB มาใช้เองครับ ในชุดขายไม่มีมาให้ สำหรับการแก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อมูลในเครื่อง Nuvi200 ซึ่งก็ไม่ยากครับ เพราะเป็นเหมือน ไดรฟ์ๆหนึ่ง เท่านั้น เราก็จะเห็นไฟล์ต่างๆหากเรียนรู้สักนิดก็จัดการไฟล์ต่างๆได้ง่ายๆครับ


เอาละครับ พอหอมปากหอมคอ กับการใช้งาน มาดูข้อสังเกตในการใช้งานของเจ้า Nuvi200 กันมั่ง
ค่าตัวที่แม้จะถูกกว่รุ่นพี่ๆแต่ก็อยู่หมื่นกลางๆ คงต้องมีกำลังทรัพย์พอควรในการหามาใช้ครับ
ระบบต่างๆซึ่งไม่เทียบเท่าใน Mobile XT ขณะที่ราคาสูงกว่า
การดีเลย์แสดงผลเวลาขับขี่นำทางจริง และบางครั้งการนำทางก็ไม่ได้อย่างที่ใจเราต้องการนัก
ความไวสัญญาณ นับว่า รับสัญญาณได้ไวกว่า MobileXT อยู่พอควร
ความคลาดเคลื่อนของพิกัดซึ่งก็พบได้บ้าง บางครั้งสถนที่ที่ให้นำทางเมื่อถึงแล้วในเครื่องก็ยังไม่ถึง หรือเมื่อเลี้ยวซ้ายไปถนนคู่ขนานเครื่องก็ยังนึกว่าเราอยู่บนเลนส์ทางด่วน
การชาร์ทไฟของเจ้าตัว GPS มีแต่สายชาร์ทกับที่จุดบุหรี่ในรถเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องเสียบสายจุดบุหรี่ ไว้ในการใช้งาน แม้ว่าตัวเครื่องจะสามารถเก็บไฟไว้ได้ราว 4-5 ชั่วโมงตามข้อมูลเทคนิค แต่หากเดินทางไกลก็ต้องเสียบชาร์ทไว้ ซึ่งทำให้ดูเกะกะพอควร และน่าจะมีสายชาร์ทบ้านมาให้ด้วย
มีเครื่องคิดเลข ,เครื่องแปลงหน่วย, นาฬิกาโลก และคำนวอัตราแลกเปลี่ยนมาให้ใช้ด้วย
เลือกนำทางและเมนูได้ทั้งไทยและอังกฤษ


เนื้อที่หมดลงแล้ว ก่อนจบต้องขอขอบพระคุณ ร้าน ไอทีลี่เชง มาบุญครองชั้น 4 ฝั่งโตคิว โทร.089-555-5588 ที่เอื้อเฟื้อ GPS ในการทดลองครับ สำหรับคุณผู้อ่านติชมเชิญได้ที่ mchawz@gmail.com ลาไปก่อน ขอบุญรักษาคุณผู้อ่านครับ/ mchaw



ปล. เดือน พย.07 ทาง ESRI ประกาศอัพเดท แผนที่เวอร์ชั่น 8 ท่านใดที่เป็นเจ้าของ Nuvi สามารถขอรับได้แล้วครับ


จากคอลัมน์ M talk by mchaw นิตยสาร Mobile Mag เดือน ตค.07

สวัสดีคุณผู้อ่านกันอีกเช่นเคย มาพบกับผม นาย mchaw ที่มีคอลัมน์นี้ที่เราพบกันเป็นประจำทุกเดือน หากเดือนไหนไม่ได้เขียนมา ก็รู้สึกว่าเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง ก็ได้แต่หวังว่าคอลัมน์นี้ คงจะมีสาระ ความรู้ ความบันเทิง บ้างเล็กน้อยให้กับคุณผู้อ่านบ้าง จะได้ไม่เป็นการเสียเวลาอ่านไปฟรีๆครับ

นี่ก็ใกล้จะสิ้นปีอีกแล้ว เผลอไปไม่นาน เดี๋ยวก็จะมีเทศกาลปีใหม่ ซึ่งหลายคนก็ตั้งใจว่าจะได้ไปท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ บ้างก็ไปต่างประเทศ บ้างก็ในประเทศ อันนี้จะมาเหมาว่าคนไทยต้องเที่ยวไทยอย่างเดียว หากไม่เที่ยวไทย แสดงว่าเป็นคนที่ไม่รักบ้านเกิดเมืองนอนก็ไม่ถูกเท่าไรครับ ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่ามีประสบการณ์ในการไปท่องเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงเทศกาลวันแม่เมื่อปีก่อน ก็คือที่ทะเลหัวหิน ต้องยอมรับว่า ในเทศกาลนั้นห้องพักโรงแรมนี่ราคาแพงมหาโหดทีเดียว และหากไม่พักก็มีคนอื่นมาพักเต็ม ห้องพักดรงแรมระดับ 3 ดาว ก็อยู่ในราคา 3 พันขึ้น หากขยับขึ้นเป็น 4-5 ดาว ก็สูงในระดับ 7 พันขึ้น อย่างน้อยเราก็ต้องพัก 2 คืน ค่าใช้จ่ายเป็นหมื่นต่อห้องต่อ2 คืน จนบางครั้งแทบจะอดคิดไปไม่ได้ว่า นี่เราเพิ่มเงินอีกนิดหน่อย เราก็สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศใกล้เมืองไทยอย่างฮ่องกง หรือสิงคโปร์ได้เลยนะนี่ ไหนยังจะต้องมาแย่งกันรับประทานอาหาร ยังร้านที่เป็นที่นิยม แย่งกันไปเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม และยังต้องฝ่าฟันกับสภาพการจราจรที่แสนโหดร้ายด้วยเพราะเส้นทางที่มุ่งไปและกลับนั้น ไม่มีทางเลี่ยง มีแต่รถทั้งรถเล็กและรถใหญ่ บางช่วงก็มีการทำถนน แถมยังมีรถโดยสาร รถสิบล้อ หรือบรรทุกใหญ่ ที่เราไม่รู้ว่าคนขับเขาได้พักผ่อนมากน้อยเพียงใด มาเป็นเพื่อนร่วมทุกข์บนเส้นทางทั้งขาไปและขากลับ อุบัติเหตุก็มีให้พบเห็นตามรายทางแทบจะทุกช่วงของเส้นทาง บ้างก็ลงมาโวยวาย บ้างก็เซ็งอารมณ์แทนที่จะได้ไปเที่ยวก็มาหัวเสียกับอุบัติเหตุ ต้องลากรถกลับไปซ่อม หรือบ้างก็รถเสียกลางค่ำกลางคืน หากมีโอกาสเลือกได้ ผมอยากจะเลือกไปเที่ยวในวันธรรมดาที่เขาไม่เที่ยวกันครับ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะโอกาสที่จะได้ไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตาก็คือวันหยุดนักขัตฤกษ์ นี่เอง ดังนั้น ใครที่สามารถเพิ่มงบได้ จะเดินทางบไปต่างประเทศ ผมก็ว่าไม่แปลกครับ จะได้ไม่ต้องมาเบียดเสียดยัดเยียดกันบนถนนเพิ่มปัญหาให้มากขึ้น แต่เนื่องจากผมเองก็ยังไม่ได้มีงบขนาดนั้น จึงยังต้องจำทนร่วมทุกข์เพื่อเที่ยวกับพี่ๆน้องๆหลายท่านในที่นี้ด้วยเช่นกัน

พล่ามอะไรมาอีกเรื่อยเปื่อย จนเดี๋ยวคุณผู้อ่านจะเหม็นหน้าเสียก่อน กลับเข้าสู่แวดวงเทคโนโลยีไร้สายกันสักหน่อยครับ ช่วงนี้กระแสอินเตอร์เน็ตมาแรงจริงๆนะครับ เมื่อก่อน มองว่าอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องไกลตัว เดี๋ยวนี้กลายเป็นของสามัญประจำบ้านไปแล้ว แต่ก่อนเราจะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็ต้องติดตั้งโปรแกรมพร้อมหาการ์ดLAN มาเชื่อมต่อ โดยผ่านสายโทรศัพท์ จะใช้ทีก็ต้องหมุนหมายเลขเข้าระบบซึ่งอย่างน้อยๆก็เสียค่าโทรครั้งละ3 บาท และยังต้องจ่ายค่าบริการเป็นรายชั่วโมง ก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ กระทั่งเป็นระบบ ADSL (หรือที่เรียกว่าอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง)ซึ่งสามารถเชื่อมต่อได้ตลอดเวลาไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ แถมยัง ใช้งานโทรศัพท์บ้านได้ในขณะเล่นเน็ตอีกต่างหาก ค่าบริการที่เคยเรือนหมื่น ก็ลงมาในระดับร้อย ทำให้หลายบ้านติดตั้ง ADSL ใช้งาน ยังไม่พอ ไหนๆก็มี ADSL แล้ว แต่ละบ้านก็ใช้งานคนเดียวซะที่ไหนกัน ก็ต้องแชร์กัน แรกๆก็ใช้สาย LAN สำหรับแชร์อินเตอร์เน็ต ต่อมาก็ไม่สะดวก ก็ต้องาตัวแยกมาเป็น Router เพื่อที่จะเสียบสายสัญญาณได้หลายๆตัว ไปยังหลายเครื่อง ก็ยังสะดวกไม่พอ ก็ต้องมีการขยับขยายเป็นระบบไร้สาย ที่สามารถจะใช้งานอินเตอร์เน็ตร่วมกันได้ หลายๆเครื่องพร้อมกัน ซึ่งสมัยนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ก็เป็นที่นิยมสามารถจะเคลื่อนย้ายไปใช้งานได้หลายที่ ไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในบ้านอย่างเดียว เอาขึ้นไปบนห้องนอนก็ได้ หรือเชื่อว่าบางท่านเข้าห้องน้ำก็เอาไปใช้ด้วยก็มี อย่างนี้ก็ต้องหาซื้อตัวกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สาย ครอบคลุมตัวบ้านทั้งชั้นล่างและชั้นบน ทำให้ใช้ได้สะดวก เดินทางไปข้างนอกบ้าน ก็มีจุดให้บริการอินเตอร์เน็ตแบบนี้ที่เรียกว่า HotSpot ของค่ายอินเตอร์เน็ตต่างๆให้บริการอยู่แต่ต้องซื้อการ์ดเป็นชั่วโมง ผมลองใช้งานต้องซื้อ 450 บาท เล่นได้ 3 ชั่วโมง ราคาค่าซื้อความสะดวกก็ยังคงแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ บางท่านก็หาทางออกโดยการใช้งานร่วมกับเทคโนดลยีการสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือเสียเลย เพราะตอนนี้หลายค่ายก็ออกมาโปรโมทว่าความเร็วในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของตนนั้นสูงมาก โดยใช้เทคโนโลยี EDGE หรืออย่างค่าย CDMA ก็มี EVDO ซึ่งคุยว่าความเร็วเหนือกว่าอีก และก็ออกมาส่งเสริมการขายด้วยโปรโมชั่นต่างๆ เช่น มีซิมสำหรับท่องเน็ตโดยเฉพาะ เสียรายเดือน 99 บาทบ้าง หรือ 199 บ้าง ท่องเน็ตได้เดือนละเท่านั้น เท่านี้ชั่วโมง หรือเหมาไปเลยใช้ทั้งเดือนแบบไม่จำกัด ก็ 999 บาท อะไรทำนองนี้ ซึ่งข้อดีของการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบนี้คือ เราสามารถใช้งานได้ในทุกที่ ที่มีเครือข่ายโทรศัพท์มือถือนั้นๆอยู่ เช่น อยู่บ้าน เราก็ต่อโทรศัพท์เข้ากับ เครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยอาศัยเทคโนโลยีอย่าง บลูทูธ หรือจะเสียบสายดาต้าก็ได้ นอกจากนี้ยังมีการ์ดที่เสียบข้างเครื่องโน๊ตบุ๊ค แล้วใส่ซิมได้ ก็เล่นได้เช่นกัน จากนั้นก็เล่นเน็ตได้เลย ไปต่างสถานที่ เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือเสนองานลูกค้า ก็สามารถเชื่อมต่อได้ทันที ไม่ต้องไปเสียเวลาหาอินเตอร์เน็ตที่ไหนใช้งาน แต่ข้อด้อยคือ สัญญาณอินเตอร์เน็ต และค่าความแรง หรือความเสถียรในแบบใช้ช่องสัญญาณมือถือนั้น ต่ำกว่าแบบใช้สายแน่นอน บางช่วงอาจจะเร็วมาก บางช่วงอาจติดขัด โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีการใช้งานโทรศัพท์ และหากเราต้องใช้หมายเลขนั้นในการโทรด้วยแล้วก็ไม่สะดวกแน่นอน และในหลายครั้งการที่โทรศัพท์เชื่อมกับคอมพิวเตอร์เล่นเน็ต ก็ทำให้เปลืองแบตโทรศัพท์มากกว่าปกติ เมื่อต้องการโทรใช้งานก็แบตหมด คราวนี้เสียงานเสียการไปใหญ่เลยครับ แถมยังมีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่สูงกว่าในแบบ ADSL อยู่พอควรทีเดียว ดังนั้น ในการใช้งานก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมกับการใช้งานให้ดีครับ

กลับมาสู่การใช้งานในโลกไซเบอร์ หรืออินเตอร์เน็ตสักหน่อย ใครที่เป็นผู้ปกครองมีเด็กในความปกครองที่เล่นอินเตอร์เน็ต ก็อยากให้ระวังๆกันหน่อยนะครับ ข่าวคราวที่ได้ยินมาก็ไม่ดีเยอะอย่างประเภทวายร้าย ที่แฝงกายมาในคราบสุภาพบุรุษผู้ใจดี คุยผ่านโปรแกรมแชตกับหญิงสาว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ล่อลวงไปพบกันข้างนอก แล้วพาไปทำมิดีมิร้าย หรือลักขโมยของเหยื่อก็มีให้เห็นบ่อยๆ หรือหลอกขายของที่น่าสนใจอย่างมือถือรุ่นใหม่ในราคาถูกกว่าท้องตลาด อ้างว่าเป็นของนำเข้ามาเอง แต่ต้องวางมัดจำเพื่อไปนำของออกมาให้ โดยให้โอนเงินทางบัญชีธนาคาร ไปมัดจำรายละ 500-1,000 แล้วก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย เบอร์มือถือที่เคยติดต่อได้ ก็ปิดหนีไปเสียอย่างนั้น ก็เพราะว่า เดี๋ยวนี้เบอร์โทรนั้นถูกมาก และหาง่ายจริงๆ เพราะแต่ละค่ายไล่แจกกันเป็นว่าเล่น หรือหากต้องซื้อก็ในราคาหลักสิบบาทก็มีเบอร์ได้แล้ว ทำให้มิจฉาชีพสามารถลงทุนเพียงเล็กน้อยก็สามารถหลอกคนได้จำนวนมาก ใครที่ไม่เคยโดนอาจจะคิดว่า ฉันไม่โดนหลอกง่ายๆหรอก เพราะฉันรู้ทันหมด อันที่จริงแล้วผู้ที่โดนๆมาทั้งหลายนั้นมักจะบอกว่า วายร้ายพวกนี้มีวิธีการพูดโน้มน้าวใจ ให้เราเชื่อได้อย่างง่ายดาย มีการยกตัวอย่างมาอ้าง ดัดเสียงในโทรศัพท์ว่าเป็นคนนั้นคนนี้ที่มีชื่อเสียงโทรมาก็มีครับ

นอกจากนี้ที่ต้องระวังๆกันไว้ก็คือการซื้อของผ่านทางเน็ตโดยการให้ตัดบัญชีบัตรเครดิต อันนี้เจอกันมามากต่อมากแล้ว วันดีคืนดีก็มีรายการทางบัตรเครดิตในสิ่งที่เราไม่ได้ใช้โผล่มาเก็บตอนสิ้นงวด ต้องเสียเวลาไปแจ้งความทำเรื่องกับทางธนาคารให้คืนเงินที่เราไม่ได้ใช้งานซึ่งก็ทำให้เสียเวลา ค่าใช้จ่าย และแบงค์แบงค์แบงค์เองก็สูญเสียประโยชน์ไปมากมาย โดยพวกนี้บางทีโผล่มาในลักษณะของสปายแวร์ ที่แอบเข้มาในเข้มาในเข้มาในเครื่องคอมพิวเตอร์เรา แล้วเมื่อไรไรไรที่เราใส่ข้อมูลเลขบัญชี เลขบัตรเครดิต เจ้าสปายสปายสปายแวร์เหล่านี้ก็พร้อมที่จะนำรหัสเหล่านั้นส่งไปให้ยังเจ้าของสปายแวร์นั้นๆ เพื่อนำข้อมูลไปซื้อหา จ่ายของโดยใช้บัญชีเราโดยเราไม่รู้ตัว มีอีกประเภท ก็อีเมล์ที่มาจากธนาคาร อยู่ๆก็โผล่มาว่าอยากให้ตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำหน้าเพจเพจเพจให้เหมือนกับของธนาคาร หลอกให้เรากรอกข้อมูลที่เป็นความลับไป จากนั้นเขาก็นำข้อมูลไปใช้โอนเงินได้อย่างสบาย แบบนี้ก็ยิ่งต้องระวังให้มากยิ่งขึ้นครับ อย่างน้อยๆใครที่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้านและใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำ ก็อยากแนะนำให้หาโปรแกรมป้องกันไวรัสมาใช้งานและหมั่นที่จะอัพเดทอัพเดทอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสบ่อยๆและให้ดีก็ควรแสกนไวรัสในเครื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ก็จะช่วยให้เครื่องคุณปลอดจากไวรัส วายร้ายพวกนี้ได้ดียิ่งขึ้นครับ

เอาละครับ เรื่องราวของอินเตอร์เน็ตก็ขอเอวังด้วยประการฉะนี้ หากท่านใดมีข้อสงสัย อยากติชม หรืออยากซักถาม หรือทักทายกัน ก็อีเมล์มายัง mchawz@gmail.com นะครับ ฉบับนี้ขออนุญาตไปแสกนไวรัสก่อน พบกันใหม่ในฉบับหน้า ขอบุญรักษาคุณผู้อ่านครับ


ก่อนอื่นต้องขอออกตัว ก่อนนะครับ ว่าเป็นมือใหม่ DSLR  มีโอกาสได้ถอย D80 มาเมื่อต้นปี และมีเหตุอันต้อง ปล่อยเจ้า D80 คู่กายไป และได้คู่หูใหม่เป็น D300 ขออนุญาตพื้นที่ตรงนี้มาเล่าสู่กันฟังนะครับ

เริ่มต้นที่กล่องสีทอง ตามสไตล์นิคอน  ขนาดย่อมๆ   ซึ่ง ล็อตแรกนี้ ร้านค้าได้มาร้านละไม่กี่ตัว หลายร้านโทรไปถามมาก็หมดไม่เหลือ ต้องลงชื่อจองกันทีเดียว ร้านที่ผมซื้อได้มาตัวเดียว ราคาก็ 65,000 บาทไม่มีส่วนลดครับ  หากใครที่ไม่ได้จอง อาจต้องรอล็อตต่อไปในช่วงราวต้นเดือน

พลิกดู นั่นแน่  เห็นสติกเกอร์ CaptureNX  อยู่ข้างกล่องบอกว่าแถมมาด้วย

หลังจากเปิดกล่อง ก็จะเห็น ตัวกล้องและอุปกรณ์ ในส่วนอุปกรณ์นั้น ก็มีหลักๆเท่าที่ได้ใช้งาน คือ สายคล้องคอ   สายชาร์ท  แท่นชาร์ทแบต  สายต่อ USB  สายต่อออกทีวี ที่ปิดช่องมองภาพ

ใบรับประกัน  คู่มือภาษาอังกฤษ  Quick Guide  เอกสารแปลความหมายของเมนู

ทีเด็ด ก็คือ แผ่น Key ของ Nikon Capture NX  ที่บอกให้ไปดาวน์โหลดตัว Trial แต่ให้ใส่ Key ที่อยู่ด้านล่างของเอกสาร และ มีแผ่น Software Suite มาให้ด้วย

ทีนี้มาดูส่วนต่างๆกันครับ  เริ่มจาก ด้านซ้าย มีปุ่มปรับ Qual/WB/ISO และยังเป็นปุ่มวงแหวนด้านล่างเลือกปรับโหมดถ่ายภาพ  S/CL/CH/Live View/Timer/Mup  ด้านหน้าล่างลงมามีช่องสำหรับต่อสายลั่นชัตเตอร์ี่มีจุกยางปิดอยู่

ล่างลงมามีตัวปรับโฟกัส



ด้านซ้ายมือมีช่องสำหรับต่อ Video out/HDMI/DC in/USB

ด้านหลังเห็นปุ่มต่างๆ กดง่ายครับ หน้าจอใหญ่สะใจ มีแผ่นปิดหน้าจอให้มาเช่นเคย

อีกมุม ก็จะเห็นปุ่มใช้งานต่างๆ สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ D200 มาก่อน ใช้แต่ D80 ปุ่มต่างๆค่อนข้างจัดวางต่างจาก D80 ค่อนข้างมากครับ ต้องเรียนรู้กันพอควร แต่ปุ่มสี่ทิศทางทรงกลมนี่ กดนุ่มมือกว่า D80 มากทีเดียว  

สัมผัสจากการจับถือแน่นและมั่นคงมากกว่า D80 มาก ตอนแรกพยายามเปิดช่องใส่ CF อยู่นาน อ้อ ต้องเลื่อนปุ่มเพื่อเปิด ไม่เหมือน D80 ที่ใช้เลื่อนฝาเอาเลย(แต่รู้สึกกอกแกก) ที่สำคัญ มี SD ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องหาซื้อ CF มาใช้แทนครับ

ที่ไม่ชอบก็ปุ่มชัตเตอร์ที่ดูไม่ขลังเท่า D80 ที่ชุปโครเมี่ยมครับ เพราะของ D300 เป็นพลาสติกดำๆด้านๆ เฉยๆ  ส่วนกริปนี่ ถนัดมือมากทีเดียวครับ

เลือก LV นี่ก็ Live View ครับ  ซึ่งในโหมดนี้ เวลาเลือกแล้ว ต้องกดชัตเตอร์ครั้งแรก เพื่อให้หน้าจอทำงานแสดงภาพ เวลาจะโฟกัส ให้กดปุ่มชัตเตอร์ครั้งหนึ่ง หริือกด AF-ON ก็ได้  แล้วค่อยกดอีกครั้งเพื่อถ่ายภาพ สำหรับในโหมด HandHeld ครับ  เรื่องการเลอืกโฟกัส สามารถเลือกเป็นจุดหรือเลือก ออโต้ 51 จุดก็ได้ โอ้ว เยี่ยมมากๆเลยครับ ส่วนอื่นๆยังไม่ได้รู้มากนักครับ เพราะมือใหม่มากๆ น้อมรับคำแนะนำจากทุกท่านนะครับ

Live View ที่แสดงผลได้ ยังกับ Compact (ตกลงว่าดีหรือไม่น้อ)  เหมาะสำหรับการถ่ายภาพในมุมค่ำๆหรือมุมสูงๆที่ไม่สะดวกในการดูผ่านช่องมอง  และมีโหมดสำหรับการใช้ขาตั้งกล้องด้วย  จะได้ไม่ต้องไปย่อตัวจัดองค์ประกอบภาพครับ

หน้าจอสีสันสดใสได้ใจมากๆ  ความละเอียดดสูงทีเดียว  ภาพคมชัดจนดูเกินหน้าเกินตาภาพจริงด้วยซ้ำครับ

ภาพส่วนใหญ่ถ่ายจาก กล้องคอมแพ็ค T1 ก็เลยภาพมัวๆ แถมไฟในห้องก็มืดๆสลัวๆ ขออภัยที่ไม่ชัดเท่าไรนะครับ  

ส่วนที่ชอบ ก็ชอบเกือบหมดเลย  ยกเว้น จะใช้ รีโมทจากเจ้า D80 ไม่ได้เนี่ย สงสัยต้องหาทางปล่อยออกไป  แบตเตอรี่ใช้กันได้ แจ่มเลย  ทีนี้ก็คงเหลือแต่รอให้กริปเข้ามาแล้วค่อยพิจารณาอีกที

สำหรับเสปคกล้อง D300 ตามด้านล่างนี้เลยครับ
 ฝากภาพนี้ไว้ให้เห็นว่า เมด อิน ไทยแลนด์ เราไม่น้อยหน้าใคร

ก็ขอจบตรงนี้ แบบสัมผัสแรกๆนะครับ  น้อมรับคำติชมคร๊าบบบ












1.
ก่อนอื่นอยากแนะนำให้ iPod Touch ของคุณ ต่อเชื่อม wifi ก่อนนะครับ   จากนั้น คุณก็สามารถที่จะต่อเน็ตได้แล้ว   ให้เปิด safari แล้วพิมพ์ http://jailbreakme.com  จากนั้น ให้เลื่อนแถบหน้าจอลงมาล่างสุด  แล้ว เลือก  install AppSnapp


2.
หน้าจอจะเด้งมายัง Home ซึ่งสักครู่เดียวจะเห็น ตัวเลข % วิ่งอยู่กลางจอ รอให้โหลดครบ 100%  และทำการติดตั้ง app ต่างๆลงในเครื่อง  สักครู่ คุณก็จะเห็น ไอคอน Install.app สีฟ้าๆอยู่ที่หน้าจอ  ซึ่งเท่ากับว่า ตอนนี้ เครื่องทัชคุณ สามารถ jailbreak สำเร็จแล้วครับ  ขั้นตอนนี้หาก เน็ตเร็ว และเซิร์ฟเวอร์ไม่มีใครโหลดพร้อมๆกันมากๆ น่าจะไม่เกิน 5-10 นาทีครับ


3.
ต่อมาเมื่อคุณต้องการลงไทย ไม่ยากครับ  ไม่ต้องใช้คอมอีกเช่นกัน  ต่อไปนี้ ให้เข้าไปที่ ไอคอน Install จากนั้น รอให้รีเฟรชสักครู่ แล้วเลือกที่ sources มุมล่างขวา ของหน้าจอทัช



4.ต่อมาเมื่อคุณต้องการลงไทย ไม่ยากครับ  ไม่ต้องใช้คอมอีกเช่นกัน  ต่อไปนี้ ให้เข้าไปที่ ไอคอน Install จากนั้น รอให้รีเฟรชสักครู่ แล้วเลือกที่ sources มุมล่างขวาของหน้าจอทัช



5.จากนั้นให้เลือกที่ Edit  ปุ่มบนทางขวา



6.ทีนี้จะเห็นเครื่องหมายลบสีแดง ไม่ต้องสนใจ ให้ดูที่มุมบนซ้าย เลิือก Add เป็นการ เพิ่ม Source (แหล่ง) ของ การดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆครับ



7.จากนั้นให้พิมพ์  http://www.smart-mobile.com/beta แล้ว เลือก Done รอให้ รีเฟรชสักครู่ จะเห็น sorce ชื่อ smart-mobile.com เพิ่มมาใน list



8.ขออ้างแหล่งที่มานิดนะครับ จากที่ลิงค์นี้นะครับ

http://www.smart-mobile.com/forum/viewtopic.php?t=124303

เป็นบริการฟรีจากทางเวป สำหรับ ไอโฟน และ ไอพอดทัชครับ  พี่วิโรจน์ เวปมาสเตอร์แสนใจดี

ต่อมาให้ไปที่ แถบ Install จะเห็นโฟลเดอร์ smart mobile 4 โฟลเดอร์ 



10.สำหรับ ทัช เลือกที่ 1.1.1,  All แล้วเลือกติดตั้ง โปรแกรมที่ต้องการได้เลยครับ    ตั้งแต่ Font thai  , ดิกชันนารี (ต้องติดตั้ง weDict ก่อนนะครับ โดยติดตั้งจาก ในแถบ Install เลือก   All packages  แล้วเลื่อนลงมาเกือบล่างสุด จะเห็น weDict เลืกอ Install ได้เลยครับ)  



11.กรณีที่ต้องการติดตั้ง Summer Board ไว้เปลี่ยน ธีมในเครื่อง ก็สามารถ ติดตั้งจาก All Package  แล้วเลือก Summer Board แล้วติดตั้งเสียก่อน จากนั้น เข้าไปที่ smart-Mobile All เพื่อติดตั้งธีมเพิ่มเติมก็ได้ครับ


12.คราวนี้ หากต้องการติดตั้ง โปรแกรมจาก ไอโฟน ก็ไม่ยากครับ ให้ไปที่ แถบ Sources ใน Install.app  เช่นเดิม ทำซ้ำขั้นตอนการ Add Source โดยให้ พิมพ์ http://repo.us.to   จากนั้นรอให้รีเฟรช แล้วไปที่แถบ Install เลือกติดตั้ง ได้เลยครับ โดยจะมีให้เลือกระหว่าง เฟิร์มแวร์ 1.1.1 และ 1.1.2 ครับ

13.สำหรับ คีย์บอร์ดไทย  การจะติดตั้ง จะเป็นต้องติดตั้ง คีย์บอร์ด ของ รัสเซียก่อนนะครับ

โดยเพิ่ม Source พิมพ์ว่า http://russianiphone.ru/beta  แล้วรอรีเฟรช  จากนั้นเลือก แถบ Localization เลือกติดตั้ง  Mobile Enhancer ก่อนครับ

เมื่อติดตั้งเรียบร้อย ต่อไปให้ไปเลือกในแถบ Smart-mobile All เลือกติดตั้ง คีย์บอร์ดไทยได้เลย  แล้วก็ รีบูทเครื่อง  จากนั้นคุณก็จะได้ ไอพอดทัช ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้นแล้วครับ

ส่วนโปรแกรมอื่นๆนั้น ค่อยๆศึกษาดูนะครับ บางโปรแกรมไม่เหมาะกับ ทัช เพิ่มเติม sources อีกแห่งคือ http://pxl.freemyiphone.com ลองดูครับ  ขอบคุณที่ติดตาม หวังว่าคงพอให้คนที่กำลังจะลงโปรแกรมต่างๆในทัช ทำได้ง่ายขึ้นนะครับ




จากคอลัมน์ M talk by mchaw นิตยสาร Mobile Mag เดือน กย.07

สวัสดีครับ คุณผู้อ่าน Mobile Mag ที่น่ารัก กลับมาคุยกันตามประสาคนกันเอง ขอบพระคุณสำหรับอีเมล์ที่ส่งมาทักทาย และเสนอแนะทาง mchawz@gmail.com ทำให้ทราบว่า ยังมีคนอ่านคอลัมน์นี้อยู่ ทั้งๆที่บางฉบับนั้น ผมเขียนอะไรที่อาจจะสื่อเกี่ยวกับเทคโนโลยีบ้าง ไม่สื่อบ้าง ตามประสาที่ใจและตัวอักษรนำพาไปตามที่ควรเป็น จั่วหัวไว้แบบให้คิดต่อ ใครรู้บ้างว่าวันนี้ผมจะเขียนเรื่องอะไร ติ๊กต๊อก...ติ๊กต๊อก...ติ๊กต๊อก...กริ๊งงงงงง หมดเวลา คุณต้องตอบคำถามนั้น เดี๋ยวนี้ การโทรถามทางใช่ไหมครับ ....ไม่ถูกครับ หรือเป็นการคลำทางในที่มืดโดยใช้แสงไฟหน้าจอมือถือ อย่างเวลาหาของในโรงหนังใช่ไหมครับ....ไม่ใช่ครับ โอยยากจริงๆ ใครจะไปรู้ได้ คำถามแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะมี GPS ซะที่ไหนล่ะจะได้ รู้คำตอบถามทางขนาดนั้น ถะ..ถะ..ถูกต้องคร๊าบบบบ ใช่แล้วครับ สิ่งที่เราจะมาคุยกันในวันนี้ (อันที่จริงผมคุยฝ่ายเดี๋ยวต่างหาก) ก็คือเรื่องของการใช้งานโทรศัพท์มือถือ ที่มีระบบนำทางโดยอาศัยการ อ้างอิงตำแหน่งบนพื้นโลกจากสัญญาณดาวเทียมที่อยู่เหนือขึ้นไปในชั้นอวกาศนั่นเองครับ เอาเป็นว่า หลักการของการอ้างอิงตำแหน่งบนพื้นโลกที่เราเรียนกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ คงจำกันได้ว่า มนุษย์เรามีการกำหนด เส้น รุ้ง เส้นแวง (แบบตอนเด็กๆต้องท่องว่า รุ้งตะแคง แวงตั้งเอาไว้จำเวลาสอบภูมิศาสตร์) หรือละติจูด ลองติจูด ประมาณนี้ครับ หรือที่เรียกกันว่า พิกัด ซึ่งจะสามารถบอกตำแหน่งที่เราอยู่ ณ ปัจจุบันได้ โดยอาศัยการอ้างอิงจากสัญญาณดาวเทียม 3 ดวงขึ้นไป เพื่อให้ได้ความแม่นยำมากที่สุด โดยเจ้า GPS นี้ เริ่มต้นก็ใช้ในทางทหารครับ เวลาที่ทหารเขาจะเดินป่า ก็ต้องใช้แผนที่กับเข็มทิศ ซึ่งลำบากมากทีเดียว ต่อเมื่อมีอุปกรณ์ GPS ช่วยนำทางก็ทำให้การทำงานง่ายขึ้นมาก เวลาจะโจมตีข้าศึก ก็เพียงบอกตำแหน่งพิกัดของข้าศึก ให้เครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าใส่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ต่อมาก็มีประโยชน์อีกนานัปการ ทั้งช่วยสำรวจเส้นทาง ทั้งทางบกและทางทะเล
ทีนี้ เมื่อในปัจจุบัน เจ้า มือถือที่แสนฉลาดที่เราๆท่านๆได้ถืออยู่ในมือ ใส่ความสามารถไปจนเต็มเพียบ เรียกว่า หากเป็นรถยนต์ ก็ Full Option ทำได้สารพัดอย่าง(แต่อาจไม่ได้เรื่องจริงๆจังๆสักอย่าง) ไม่ใช่ว่าแค่โทร หรือส่งข้อความ สามารถถ่ายรูปได้ ฟังเพลงก็ได้ เล่นเกมส์ก็ได้ ถ่ายวีดีโอก็ได้ เล่นไฟล์หนังในมือถือก็ได้ ท่องอินเตอร์เน็ตก็ได้ ทำงานบนมือถือก็ได้ ใช้อีเมล์ก็ได้ จ่ายตังค์แทนกระเป๋าเงินก็ได้ เป็นรีโมทสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ได้ เป็นกล้องวงจรปิดก็ได้ แถมยังมีวิธีการเชื่อมต่ออีกสารพัดสารเพ ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมต่อเครือข่ายมือถือที่เริ่มขยับเข้าใกล้ 3G 4G เข้าไปทุกที ต่อผ่านอินฟราเรด(ที่ปัจจุบันเริ่มเชย) บลูทูธ หรือไวไฟ(WiFi) ก็ได้ โอย นับไม่ถ้วน ( ต่อไปโทรศัพท์มือถือคงสามารถทำกับข้าว หรือกางออกมาเป็นเตียงได้ หรือขยายเป็นรถยนต์ขับได้ก็ไม่รู้) แต่ ณ ปัจจุบัน อีกความสามารถหนึ่งที่เริ่มขยับเข้ามาก็คือ ระบบนำทาง หรือที่ภาษาฝรั่ง(ทำไมตั้งฝรั่งด้วย สงสัยว่าคนโบราณเห็นต่างชาติผิวขาว และเนื้อผลไม้ฝรั่งก็ขาวเลยเรียกฝรั่ง ทำไมไม่เรียกมังคุด เพราะเนื้อในก็ขาวเหมือนกัน) เรียกว่า Navigator นั่นเองครับ


เจ้า Navigator ในมือถือนี้ ก็เป็นการใช้งานระบบ GPS ที่ระบุพิกัดบนพื้นโลก รวมกับระบบแผนที่เส้นทาง และระบบการคำนวณเส้นทาง รวมกันเข้าไว้ ซึ่งในขณะที่เขียนอยู่นี้ ก็มียี่ห้อผู้นำทางด้านนี้คือ Nokia ที่ทำตลาดด้วย 3 รุ่นคือ N95/ E90 และ 6110 Navigator ซึ่งโดยหลักการ(อีกแล้ว) ระบบนำทาง จะมีองค์ประกอบ 3 ส่วนด้วยกันคือ 1.ส่วนชิปที่รับสัญญาณจากดาวเทียม 2.ระบบนำทางซึ่งเป็นตัวประมวลผล
3.แผนที่ และข้อมูลต่างๆที่จำเอื้อประโยชน์ในการใช้งาน
ทีนี้ หากผู้อ่านที่อยากมีระบบนำทางในมือถือ และไม่ได้มีความประสงค์จะไปซื้อหา เจ้า 3 รุ่นที่ว่า(หรือรุ่นอื่นๆในอนาคต) หรือเป็นประเภท ไม่ชอบหน้า Nokia ก็มีทางเลือกอีกทางครับ คือใช้อุปกรณ์ GPS ของผู้จำหน่ายอิสระที่ไม่ใช่ของ Nokia ซึ่งอันที่จริงก็เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายหลักของระบบ GPS ที่ใช้งานกันทั่วไป นั่นคือ Garmin หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อกันมาแล้ว ออกตัวก่อนนะครับ ผมไม่ได้มีเอี่ยวค่าโฆษณา หรือรับจ้างมาเขียนเชียร์ยี่ห้อนี้แต่อย่างใด เพียงแต่ส่วนตัวมีความสนใจระบบนำทางที่ว่า จึงได้คุยกับเพื่อนที่เปิดร้านค้าในห้างดังย่านปทุมวัน จึงได้รับคำแนะนำว่า ให้ลองนำเจ้า GARMIN GPS 10x มาต่อกับเจ้า N73 ที่ผมใช้งานอยู่ โดยได้รับความเอื้อเฟื้อให้ยืมมาทดสอบ ก็เลยมีโอกาสมาเล่าสู่กันฟังในเล่มนี้ครับ และขอบอกว่านี่ไม่ใช่การรีวิวเครื่องนะครับ เพียงแต่มาเล่าให้ฟังว่าประสบการจากการลองใช้แล้วส่วนตัวผมรู้สึกอย่างไร
เอาละครับ เมื่อได้ยืมเครื่องมาแล้ว ทางร้านก็ลงโปรแกรมใช้งานในเมมโมรี่ของ N73 ผมมาให้เรียบร้อย โดยสามารถเลือกว่าจะใช้ระบบแผนที่ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ โถระดับอย่างผมเนี่ย ภาษาอังกฤษไม่เข้าใครออกใคร เลือกภาษาไทยบ้านเราอย่างเดียว(แหะแหะ) ได้รับคำแนะนำว่า พี่ไม่ต้องทำไรมาก เปิดเครื่อง GPS แล้วเปิดมือถือ เลือกโปรแกรม Garmin Mobile XT อย่างเดียว ส่วนคู่มือมีให้ แล้วในกล่อง เอ้า ลองก็ลอง เปิดโปรแกรมแล้ว ลองกดเข้าค้นหาตำแหน่ง อ้อ ลืมไป ต้องใช้เวลาสักนิดในการให้เจ้า GPS ของเรารับสัญญาณจากดาวเทียมเสียก่อน เมื่อรับสัญญาณได้แล้ว แถบสัญญาณจะขึ้นสีเขียวให้เห็นเป็นอันใช้งานได้ หากยังเป็นสีแดง ก็แสดงว่าสัญญาณอ่อน ต้องหาที่อยู่ใหม่ที่พ้นรัศมีของอาคาร คือระบบ GPS ต้องรับสัญญาณจากดาวเทียม หากครึ้มฟ้าครึ้มฝน หรืออยู่ในอาคาร อาจทำให้สัญญาณขาดหายไปได้ครับ


เริ่มต้น ก็ลองเข้าไปที่เมนู ค้นหาตำแหน่ง > บ้าน ครั้งแรกเขาจะให้กำหนด ตำแหน่งก่อนครับ (นึกว่าแน่ รู้ว่าบ้านเราอยู่ไหน) ง่ายๆก็เมื่อคุณอยู่บ้าน ก็เลือกให้เป็นตำแหน่งปัจจุบันครับ เท่านี้ ต่อไปเวลาคุณเดินทางไปที่ไหน ต้องการกลับบ้าน ก็เลือกเมนูนี้อีกที แล้วกดเลือกให้นำทาง เท่านี้ เจ้าระบบนำทาง ก็จะบอกว่าให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ไปทางไหน ให้กลับมาถึงบ้านโดย สวัสดิภาพ ครับ นอกจากนี้ สิ่งที่ผมเห็นประโยชน์อย่างมากในการใช้งานประจำวันคือ เมนู ค้นหา ร้านอาหาร,โรงแรม,ปั๊มน้ำมัน,สวนสนุก/พิพิธภัณฑ์/สถานที่สำคัญ,สนามกอล์ฟ หรือสนามกีฬาอื่นๆ หรืออย่างโรงหนัง โรงละคร, ห้างสรรพสินค้า และ อื่นๆอีกมากมายหลายหลาก ซึ่งเราสามารถกำหนดชื่อให้ค้นหาได้ สะกดเป็นภาษาไทยได้สมบูรณ์ หรือจะให้ค้นหาที่ใกล้ตำแหน่งที่เราอยู่ หรือจุดหมายที่เราจะไปก็ได้ครับ ทีเด็ดก็คือ อย่างร้านอาหาร ที่เราจะไปทาน เมื่อหาจากในฐานข้อมูลได้แล้ว บางร้านมีเบอร์โทรด้วย ซึ่งเราโทรไปจองโต๊ะหรือสั่งอาหารก่อนล่วงหน้าได้ นับว่าสะดวกขึ้นมากทีเดียว นอกจากนี้ เรายังสามารถเพิ่ม POI(Point Of Interest) ได้เองอีกด้วย หรือเวลาที่เราจะไปบ้านเพื่อน ขอให้เพื่อนบอกพิกัดเรามา ใส่ค่าลงในระบบนำทาง แล้วกดนำทาง ก็ไปหาบ้านเพื่อนเราได้โดยไม่ต้องมานั่งกางแผนที่อีกต่อไป และยังกำหนดเป็นบ้านสำหรับรายชื่อเพื่อนใน Contact ของเครื่องได้ด้วยครับ สะดวกมากทีเดียว
เอาละครับ ทีนี้ เจ้าระบบนี้ดีอย่างไร นอกเหนือจากที่เกริ่นไปข้างต้นแล้ว ทีนี้เข้าสู่การใช้งานในระบบนำทางกันบ้าง ก่อนอื่นก็เอาเจ้ากล่องรับสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ากล่องไม่ขีดหน่อยหนึ่ง ไปวางไว้ที่หน้าคอนโซลรถ ด้วยยางที่อยู่ข้างใต้เครื่อง 4 จุด ทำให้วางได้อย่างมั่นคงไม่ลื่นไถล จากนั้น กดในหน้าจอมือถือให้ระบบนำทางไปยังจุดหมาย ที่หน้าจอจะแสดงแผนที่ ในรูปแบบ 3 มิติ มีลูกศรตรงกลางแทนจุดที่เราอยู่ และมีแถบสีม่วงๆ เป็นเส้นทางที่เราจะต้องไปตามนั้น แผนที่ยังสามารถซูมได้หลายระดับ ยังครับ ยังมีทีเด็ดคือ เวลาเราขับรถ คงไม่สามารถมานั่งมองเจ้าแผนที่ได้ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้น มีชนแน่นอน เจ้าระบบนี้ ก็จะมีเสียงสาวๆ(ไม่รู้สาวแค่ไหน แต่ให้ดีหากเสียงสวยกว่านี้ คงน่าฟังขึ้นมากทีเดียว) คอยบอกให้เรา “ขับไปอีกxxx เมตร แล้วคงอยู่ทางขวา” หรือ “เลี้ยวขวา” หรือ “กลับรถ” หรือ “เข้าวงเวียนแล้วออกแยกที่สอง” อย่างนี้เป็นต้นครับ โดยจะสามารถเลือกเสียงภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษได้และยังปรับระดับความดังได้เผื่อว่าเราฟังเพลงในรถ ซึ่งการบอกระยะนั้น ก็อาจมีการคลาดเคลื่อนได้บ้างนะครับ เพราะระบบจะบอกให้เราเลี้ยวก่อนถึงซอยจริง เพราะว่า เราจะต้องชะลอรถและเลี้ยว ทีนี้หาก มีซอยติดๆกันหลายซอย ก็อาจจะงงได้บ้าง แต่ก็อยู่ในเกณฑ์รับได้ครับ

ทีนี้ หลายครั้งที่ผมทดลองกำหนดให้นำทางไปยังจุดหมาย แต่การคำนวณของระบบ นำทางไปยังแยกที่เราไม่อยากไป เราก็ฝืนไปอีกทาง ที่ไปยังจุดหมายได้เหมือนกัน เมื่อระบบรู้ว่าเราออกนอกลู่นอกทาง ก็ฉลาดพอที่จะคำนวณเส้นทางให้ใหม่ และบอกเรา ณ จุดที่เราอยู่ในปัจจุบัน ว่าจะต้องไปทางไหนอย่างไร ก็นับว่า ใช้ได้เหมือนกันครับ อย่างไรก็ดี ด้วยการที่ใช้งานจริง ระบบยังมีความคลาดเคลื่อนในระยะ ระดับ 10-20 เมตรได้บ้าง บางครั้งกลับถึงบ้านแล้ว ยังมีให้ขับไปอีกหน่อยก็มีครับ


ทีนี้มาถึงข้อเสีย หรือข้อด้อยในการใช้งานกันบ้างนะครับ
1.ก่อนอื่นเลย ก็เรื่องของ ค่าใช้จ่าย ในที่นี้หมายถึงค่าตัวเครื่อง GPS ดังกล่าวนี้ ซึ่งราคา ณ เมื่อเขียนต้นฉบับนี้ อยู่ในราว 8 พันปลาย นับว่าสูงอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับความสะดวก และ แผนที่ทั่วไทย ก็นับว่าพอรับได้
2.ต่อมาคือเรื่องของความสมบูรณ์ของแผนที่ หรือการอัพเดท ซึ่ง บ้านผมอยู่มากว่า 3 ปีแล้ว แต่ในแผนที่ยังไม่มีเส้นทางดังกล่าว ก็คงเนื่องจากทางระบบยังไม่ได้สำรวจเพิ่มเติมในบริเวณนี้ ทั้งนี้ อาจต้องคอยอัพเดทแผนที่ใหม่ๆที่จะมีขึ้นในอนาคตเนื่องจากถนน หนทางตัดเพิ่มทุกวัน
3.อาการค้างของตัวโปรแกรมในมือถือ มีพบเห็นบ้าง ตามสมควร ซึ่งอาจเป็นที่การเข้ากันของระบบนำทางและระบบปฏิบัติการในมือถือ ทั้งนี้ รวมถึงข้อจำกัด ในการใช้งานที่จะใช้ร่วมกับมือถือในระบบปฏิบัติการ Windows Mobile/ Palm และ Symbian เท่านั้น ใครใช้ระบบปฏิบัติการอื่นยังไม่รองรับครับ
4.ความไวสัญญาณ ในบางครั้ง อาจรับสัญญาณได้ช้า ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสภาพอากาศ , จุดที่อับสัญญาณเช่นในอาคาร หรือแม้กระทั่ง ระบบปฏิบัติการในมือถือต้องปิดเครื่องเปิดใหม่จึงจะรับสัญญาณได้ ซึ่งหลายครั้งก็ทำเอาหงุดหงิด เพราะกว่าจะปิดและเปิดเครื่องใหม่ในระบบซิมเบี้ยน รอกันหลายนาทีอยู่เหมือนกันครับ
5.ความคลาดเคลื่อนของพิกัด ในบางครั้ง เมื่อระบบแนะให้เราขึ้นสะพานลอย แต่เราไม่ขึ้นแต่เลียบข้างสะพานลอย ก็พบว่าระบบไม่สามารถรู้ได้ ยังคงนำทางเหมือนเราขึ้นสะพานลอยอยู่นั่นเอง ทั้งนี้เป็นข้อจำกัดของความคลาดเคลื่อนซึ่งก็พอรับได้ครับ และบางครั้ง เราต้องเลี้ยวกลับ ระบบบอกให้เลี้ยวซ้ายก็พบอยู่บ้าง แต่เมื่อดูในแผนที่ จะชัดเจนกว่า
6. การชาร์ทไฟของเจ้าตัว GPS มีแต่สายชาร์ทกับที่จุดบุหรี่ในรถเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องเสียบสายจุดบุหรี่ไว้ยามระดับไฟในแบตต่ำ รวมทั้งหากเราใช้ระบบนำทางกับโทรศัพท์ก็ส่งผลให้โทรศัพท์เราเปลืองไฟมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อให้เปิดไฟหน้าจอไว้ตลอดเวลาที่นำทาง หากเดินทางไกลคงจำเป็นจะต้องหาสายชาร์ทมือถือในรถไว้อีก 1 เส้นครับ
เอาละครับ พอหอมปากหอมคอกับการใช้งาน เอาเป็นว่า ใครมีสตางค์พอจะยอมจ่ายซื้อความสะดวกก็ลองดูครับ ผมถือว่าการใช้งานโดยรวมอยู่ในเกณฑ์น่าสนใจ แต่หากไม่ได้ไปในทางต่างถิ่นบ่อยๆก็คงไม่จำเป็นเท่าไร หากชอบเดินทางต่างจังหวัดผมว่าเข้าท่าทีเดียวครับ ไปมา หมดเนื้อที่อีกแล้ว ท้ายนี้ต้องขอขอบพระคุณ ร้าน ไอทีลี่เชง มาบุญครองชั้น 4 ฝั่งโตคิว โทร.089-555-5588 ที่เอื้อเฟื้อ GPS ในการทดลอง สำหรับคุณผู้อ่านติชมเชิญได้ที่ mchawz@gmail.com ลาไปก่อน ขอบุญรักษาคุณผู้อ่านครับ/ mchaw


จากคอลัมน์ M talk by mchaw นิตยสาร Mobile Mag เดือน สค.07

สวัสดีครับคุณผู้อ่านกับเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนที่มีวันสำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทย ใครตอบได้ไหมครับ นั่นแน่ หลายคนตอบได้อย่างไม่ลังเล ใช่แล้วครับ ก็เป็นเดือนที่มีวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แม่ในหัวใจของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่านั่นเองครับ ใช่เพียงแต่เป็นแค่วันหยุดทำให้หลายคนไม่ต้องไปทำงาน หรือไปโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องระลึกถึงพระคุณของมารดา ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่ หลายคนที่ยังไม่มีลูก อาจจะยังไม่ลึกซึ้งพระคุณพ่อแม่เท่าที่ควร ผมเองในฐานะที่มีลูกเป็นทายาทแล้ว ขอยอมรับว่า ความเป็นแม่ ใช่เพียงการออกลูกให้มีชีวิตเกิดมาเท่านั้นนะครับ ลองนึกถึงภาพว่าที่คุณแม่ เมื่อรู้ว่ามีเลือดเนื้อเชื้อไขอยู่ในตัว และจำเป็นต้องไปปรึกษาคุณหมอแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะปฏิบัติตัวให้ถูกต้องในการที่จะทำอย่างไรให้ลูกน้อยออกมาครบถ้วน สมบูรณ์แบบที่สุด รวมไปถึง ปู่ตา ย่ายาย ที่เมื่อรู้ข่าว ก็ยินดีกันถ้วนหน้า ต่างก็ขวนขวาย หาของกินบำรุง หรือยาบำรุง มาให้ว่าที่คุณแม่โด๊ปให้มากที่สุด จนว่าที่คุณแม่หลายท่านน้ำหนักขึ้นเอาๆ ทั้งๆที่ท้องแค่เดือนหรือสองเดือน จนคุณหมอต้องสั่งให้เพลาๆลงบ้างสำหรับของทานบำรุงเหล่านั้น
ในการจะทำกิจกรรมหลายอย่างที่เคยทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังหรือเล่นกีฬาที่ชอบ ก็ต้องยอมงด เพื่อระวังกระทบกระเทือน จะนั่ง จะนอน ก็ต้องค่อยๆทำ การไปท่องเที่ยวต่างๆ ก็ต้องลดลง หรือเที่ยวแบบเบาๆ คือไม่หักโหมประเภทต้องปีนหน้าผา ว่ายน้ำหรือเล่นเรือบานานาโบ๊ท เล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวต่างๆอย่างรถไฟเหาะตีลังกา เข้าบ้านผีสิง อย่างนี้ก็ต้องงดไปโดยปริยาย กินของที่ชอบแต่อาจไม่ดีต่อสุขภาพก็ต้องงด อย่างกินช็อกโกแลตมากๆ หรือกินของรสจัดมากๆก็ต้องงด ว่าที่คุณแม่หลายท่าน ก็แพ้ท้องเฉียดตายทีเดียว เพราะไม่สามารถทานอะไรได้ ได้เห็นอาหาร หรือได้กลิ่นก็จะอาเจียนอย่างเดียว ถึงขนาดต้องไปให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลก็มีหลายราย และหลายท่านก็มีความกังวลถึงลูกน้อยในท้องว่าจะสมบูรณ์ทั้ง 32 หรือไม่
ยิ่งใกล้คลอดน้ำหนักตัวเอง รวมกับน้ำนักตัวลูกก็ยิ่งเพิ่มขึ้นๆ โดยปกติแล้ว สาวๆมักจะเป็นห่วงในเรื่องความสวยความงามเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไรที่รู้ว่าตัวเองไม่สวยพอ ไม่ค่อยจะยอมออกจากบ้านไปไหน เพราะไม่มั่นใจ แต่เมื่อมีลูกท้องโย้ ก็ยังเอาไปคุยกันคนอื่นได้อย่างสบายว่าลูกดิ้นอย่างโน้นอย่างนี้ ให้เพื่อนๆจับลูบท้อง อย่างไม่อายใคร เห็นไหมครับ เท่านี้ ความรักที่มีต่อลูกเริ่มแม้จะยังไม่เห็นหน้าค่าตากันด้วยซ้ำไป และเมื่อได้เวลาที่จะต้องเข้าห้องคลอด แม่ก็ต้องทนเจ็บ ทนทรมาน หลายท่าน ข้ามวันข้ามคืนก็มี

หน้าที่คุณพ่อตลอดมาก็พยายามเอาใจใส่คุณแม่ เพราะคนท้องมักจะมีอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย คอยหาอะไรให้ทาน หรือทานยาตามเวลาที่หมอสั่ง ไม่ไปหาเศษ หาเลยนอกบ้าน เพราะจะทำให้คุณแม่วุ่นวายใจและ กระทบต่อลูกในท้อง ตอนคลอดเดี๋ยวนี้คุณหมอก็จะอนุญาตให้คุณพ่อเข้าไปเป็นกำลังใจให้คุณแม่ ให้คุณแม่ได้จับมือ และคุณพ่อก็พูดปลอบใจอยู่ข้างๆ ทำให้คุณแม่รู้สึกไม่ว้าเหว่ หรือเจ็บปวดโดยไม่มีคนเห็นใจ จนสุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุดของความเป็นแม่ ก็คือวินาที ที่ได้เห็นหน้าลูกน้อยเป็นครั้งแรก ความเจ็บปวดแทบจะมลายไปสิ้น เปลี่ยนมาเป็นความปลื้มใจ น้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลรินออกมาอย่างไม่รู้ตัว สักครู่หลังจากคุณหมอตัดสายสะดือแล้ว จะนำลูกสุดที่รักมาให้คุณแม่ได้ชื่นชมสักเล็กน้อย ก่อนที่คุณหมอกุมารแพทย์อีกท่านจะรับเด็กไปชั่งน้ำหนัก ทำความสะอาด และตรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของทารกน้อยคนนี้ และจำนำไปยังห้องพยาบาลเด็กอ่อน เพื่อที่จะให้คุณแม่ได้พักฟื้นอย่างเต็มที่ หลังจากราวครึ่งวัน หากคุณแม่เริ่มที่จะมีน้ำนม คุณหมอจะเข้ามาบอกวิธีในการให้นมบุตรที่ถูกต้อง และนำเด็กน้อย มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ชื่นชมอย่างเต็มตา โดยที่เด็กอาจจะยังไม่สามารถลืมตาได้เลย แต่ด้วยสัญชาตญาณระหว่างแม่กับลูก เมื่อแม่อุ้มลูกมาแทบอก ลูกก็จะดูดนมแม่อย่างตั้งอกตั้งใจ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ผมเองไม่มีวันลืมเลือนครับ


เขียนมาถึงตรงนี้ ในใจก็นึกภาพตามไปด้วย น้ำตาก็อดปริ่มออกมาไม่ได้ และย้อนนึกไปถึงความหลังเมื่อครั้งที่เรายังจำความไม่ได้ คุณแม่ผมก็คงเป็นลักษณะเดียวกันนี้ เพียงแต่วิทยาการสมัยก่อนยังไม่เจริญอย่างทุกวันนี้ ทำให้คุณแม่สมัยก่อนคลอดลูกตามบ้านในต่างจังหวัด โดยมีเพียงป้าหมอตำแยทำคลอดให้ คุณพ่อก็ต้องไปต้มน้ำร้อน นึกภาพแล้วคงทุลักทุเลกว่าทุกวันนี้มากทีเดียว แต่ก็เห็นถึงความตั้งใจและเสียสละทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ที่ได้มีทั้งความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือพรหมวิหารสี่ให้กับลูกๆ ดังทางศาสนาสอนไว้ว่า พ่อ และ แม่เป็นพระพรหมของลูก นั่นเองครับ แล้วภาระหน้าที่ก็ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ไหนจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ในการทานอาหาร การอึ ที่ไม่ค่อยเป็นเวลาของเจ้าตัวน้อย ทั้งเวลาที่ป่วยไข้ก็ต้องประคบประหงมไม่ได้หลับไม่ได้นอนแทบทั้งคืน ไหนตอนกลางวันจะต้องขายของเพื่อให้ได้เงินมาเป็นทุนสำรองในการเลี้ยงชีวิตและเผื่ออนาคตทางการศึกษาให้ลูกในภายภาคหน้า เวลาลูกเล็ก ก็ลำบากตรงที่ต้องคอยดูแลไม่ไห้ป่วยไข้ ให้เติบโตได้ตามมาตรฐาน เมื่อเข้าวัยเรียนก็ต้องหาโรงเรียนที่ดีที่สุดเท่าที่จะมีกำลังให้ลูกได้เรียนสูงๆ คนต่างจังหวัด ก็ขวนขวายหาโรงเรียนดีๆในกรุงเทพให้ลูกได้เข้ามาเรียน ส่งเสียเทอมหนึ่งหลายๆหมื่นก็กัดฟัน เพื่ออนาคตลูก เมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ลูกก็ทำให้ช้ำใจหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความดื้อรั้นตามวัย การคบเพื่อนไม่ดี ติดเพื่อน รวมถึงการประพฤติตัวที่ทำให้ทางโรงเรียนต้องเชิญผู้ปกครองไปพบ ทำให้น้ำตาคุณพ่อคุณแม่ไหลได้ และแม้ว่าลูกจะไม่ดีเพียงไร แต่พ่อแม่ก็ยังรักและหวังดีต่อลูกเสมอ


หลายท่านที่เป็นคุณลูกที่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ อาจยังไม่รู้สึกถึงคุณค่ามากเท่าที่ควร ตราบที่ไม่มีท่านใดท่านหนึ่งหรือไม่มีทั้งสองท่านแล้วนั่นแหละ จึงจะเห็นถึงความสำคัญหรือคุณค่าของท่าน ลองนึกดูว่า เวลาที่เราประสบเคราะห์กรรม หรืออันตราย เราจะระลึกถึงใครเป็นคนแรก ส่วนใหญ่ก็ต้องระลึกถึงคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งคอยปกป้องเราจากภยันตรายต่างๆนั่นเอง และเมื่อมีอะไรไม่สบายใจ คุณพ่อคุณแม่ก็จะเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุดเพราะเป็นผู้ที่รักเราแบบไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน เป็นATM ที่เราสามารถกดตังค์ได้ตลอดเวลา เป็นยามที่คอยปกป้องอันตรายให้เรา เป็นพยาบาลที่คอยดูแลยามป่วยไข้ และเป็นที่ปรึกษายามเราอกหัก วันนี้คุณเห็นความสำคัญของท่านหรือยังครับ ผมเอง เพิ่งเสียคุณพ่อไปกับโรคร้ายไม่นาน ก็ยังรู้สึกเสียดายว่า เวลาที่ท่านอยู่เราไม่ได้ทำอะไรให้ท่านเท่าที่ควรจะทำได้ แต่ยังดีที่มีคุณแม่ ซึ่งคราวนี้จะพยายามอย่างที่สุดไม่ให้เกิดความรู้สึกเสียดายเวลาที่ไม่ได้ทำดีกับคุณแม่อีก
น้องๆหลายคน ติดที่จะพูดคุยโทรศัพท์จนลืมคุณพ่อคุณแม่ ด้วยรู้สึกว่า ตัวเองเรียนไปทำเกรดได้ดี ก็ทำให้พ่อแม่ชื่นใจ อวดใครได้แล้ว กลายเป็นเรียนเพื่อคุณแม่ บางคนสอบเข้าที่นั่นที่นี่ได้ ก็ขอรางวัลจากคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งกลายเป็นการจ้างเรียนไปเสียอย่างนั้น เรียนเสร็จกลับมาบ้านก็ปิดประตูเข้าห้อง ทำการบ้าน หรือไม่บางคนก็อยู่ทำกิจกรรมที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยจนดึกดื่น กลับบ้านดึกคุณพ่อคุณแม่ก็รอแทนที่จะดีใจที่เห็นหน้าพ่อแม่ กลับนึกไปว่าพ่อแม่มาคอยจับผิด ทำท่าทางไม่พอใจรีบขึ้นบ้านไป ที่ไหนได้ คุณแม่จะถามว่ากลับมาดึกๆนี่หิวไหมจะได้ทำกับข้าวให้ทาน ก็เป็นอันอดทานข้าวไป เวลาที่มีอยู่บ้านไม่มากนัก ก็ไม่ค่อยจะได้คุยกับพ่อแม่เท่าไร ใช้เวลาหมดไปกับ อินเตอร์เน็ต เกมส์ และ การคุยโทรศัพท์ เชื่อไหมครับว่ามีเรื่องเล่ากันมาอย่างนี้ คุณพ่อคุณแม่อยากจะคุยพบหน้ากับลูก แต่ลูกเอาแต่เล่น แชททางอินเตอร์เน็ต หรือไม่ก็โทรศัพท์คุยกับเพื่อน หรือแฟน เป็นชั่วโมงๆ จนเวลาที่คุณแม่จะคุยอะไรกับลูกทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน ต้องอาศัยการโทรเข้าโทรศัพท์มือถือไปคุย อย่างนี้ก็มีให้เห็น


หลายคนบอกไม่จริงผมไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น ผมมักจะเข้ามาหาคุณพ่อคุณแม่และคุยสม่ำเสมอ ลองดูเถอะครับว่า เวลาที่คุยกับคุณพ่อคุณแม่ นั่งพูดจาดีๆน่ะ ส่วนใหญ่ไม่ไปขอสตางค์ ก็ต้องไปขอของอะไรสักอย่างใช่ไหม และหากคุณพ่อคุณแม่ อธิบายถึงความที่ยังไม่เหมาะสม หรือยังไม่จำเป็น ก็จะมีอาการกระฟัดกระเฟียด และประชดประชันออกมาให้คุณพ่อคุณแม่เห็น หรือทำเป็นไม่ยอมทานข้าว เข้านอนเลย ไม่พูดจากับพ่อแม่ จนคุณแม่สงสารและต้องออกปากให้คุณพ่อยอมที่จะให้สิ่งที่ลูกต้องการเสมอๆ
เทคโนโลยีในสมัยนี้ ช่วยย่อโลกให้ติดต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย คุณพ่อคุณแม่คิดถึงลูกก็สามารถโทรไปหาได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะอยู่ไกลกัน อย่างเวลาลูกไปเรียนหรือไปเที่ยว ทำให้ไม่ต้องพะวงว่าลูกจะปลอดภัยหรือไม่ เวลานัดกันที่ไหนก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าไปตรงเวลาหรือไม่เพราะอะไร อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีเหล่านั้นแทนที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น มีเวลามากขึ้น เพราะรวดเร็ว แต่กลายเป็นทำให้เรายิ่งมีเวลาน้อยลงไป โดยเฉพาะเวลาคุณภาพกับครอบครัว บางคุณพ่อทำงานส่งงานทางอินเตอร์เน็ตเช็คข้อมูลข่าวสารต่างๆ คุณแม่ก็ดูทีวีอยู่อีกมุมหนึ่ง คุณลูกก็แชทกับเพื่อนๆหรือคุยโทรศัพท์อีกมุมหนึ่ง ทำให้ความอบอุ่นในครอบครัวแบบไทยๆนั้น หดหายไปจากชีวิตเมืองในปัจจุบันได้อย่างไร้ร่องรอย เวลาทานข้าวร่วมกันก็รีบๆทาน แล้วไปทำธุระตัวเองต่อ ตอนเช้าก็ต้องรีบๆตื่นแต่งตัวไปทำงานหรือไปโรงเรียน ลองอย่างนี้ครับ ลองจัดเวลาว่างในแต่ละวัน ไม่ต้องมาก สัก 1 ชม.ต่อวัน ที่จะอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า พ่อแม่ลูก ได้นั่งอ่านนิทาน เล่าเรื่องที่ประสบมาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นลูกเล่าเรื่องการเรียน หรือคุณพ่อคุณแม่เล่าเรื่องที่ทำงาน และหลายเรื่องก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์หรือ มีข้อคิดเตือนใจให้กับลูกๆได้นำไปปรับใช้ในชีวิตได้ด้วย ก่อนนอน ลองมาสวดมนต์วันละ 5 นาที และทำสมาธิร่วมกันสัก 5 นาที ก็จะช่วยให้จิตใจสงบก่อนจะนอนได้อย่างมีความสุขไม่ฝันร้าย ให้ดี กอดกันวันละนิดและกราบที่ตักหรือที่อกคุณพ่อคุณแม่ก่อนนอนทุกวัน และคุณพ่อคุณแม่ก็จะอวยพรให้ลูกเจริญๆรุ่งเรือง ซึ่งเป็นคำอวยพรจากผู้มีพระคุณสูงสุดของเราดีกว่าคำสรรเสริญเยินยอใดๆจากคนอื่นอีกครับ

สุดท้ายของคอลัมน์นี้ ก็ขอให้คุณลูกทั้งหลายได้ระลึกและปฏิบัติดีกับคุณพ่อคุณแม่ อย่างไรก็ดีหลายคนอาจจะอ่านมาไม่ถึงตรงนี้ ก็ไม่เป็นไรครับ แต่หากอยากคุยกัน หรือจะติชมหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิญได้นะครับที่ mchawz@gmail.com อ้างสักนิดว่าจากคอลัมน์ M Talk ขอลาไปก่อน ขอบุญรักษาคุณผู้อ่านครับ/ mchaw


จากคอลัมน์ M talk by mchaw นิตยสาร Mobile Mag เดือน กค.07

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน ผ่านไปแล้วกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ในการที่ตุลาการรัฐธรรมนูญ มีมติให้ยุบพรรคใหญ่ อย่าง ไทยรักไทย และ พรรคเล็กอีก 4 พรรค เหลือรอดมาได้เพียง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็คงทำให้หลายคนผิดหวัง หลายคนสมหวัง เพราะต่างฝ่ายก็ต่างมีสมาชิก และผู้สนับสนุนอยู่ไม่น้อยทีเดียว บอย่างไรก็ดี ประเทศก็ยังต้องดำเนินต่อไป อย่าไปคิดว่า เหตุการณ์คราวนี้จะทำให้เกิดสิ่งดี หรือสิ่งเลวร้าย ตลอดไป ผมมองว่าเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งขอประวัติศาสตร์ที่จะจารึกไว้เพื่อเป็นบทเรียนให้กับคนรุ่นหลังต่อไป โดยเฉพาะนักการเมือง ที่มีอุดมการณ์ในช่วงเริ่มต้นอาชีพนักการเมือง ตั้งใจจะมาช่วยบริหารประเทศ เป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชน ไปทางไหนก็ยกมือไหว้ชาวบ้านขอคะแนนเสียง ต่อเมื่อได้เป็นนักการเมืองเต็มตัว เริ่มมีอำนาจ เริ่มมีบริวาร เริ่มเห็นช่องทางในการทำมาหากิน นอกเหนือจากรายได้เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงประจำ ก็เริ่มจะลืมเลือนอุดมการณ์ เหลือแต่ อุดมกู กินทั้งตามน้ำ ทั้งทวนน้ำ พอมีเรื่องราวทุจริตก็หาทางกลบเลื่อนต่างๆนานา และพยายามทุกวิถีทางที่จะยื้ออำนาจเอาไว้กับตัวให้มากที่สุด สุดท้ายก็ต้องมีอันเป็นไปตามกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้นั่นเองครับ

กรรมเป็นสิ่งที่คนเราทำไว้ และวิบากกรรมก็คือผลที่จะได้รับจากการกระทำกรรมนั่นเอง กรรมอาจฟังว่าเป็นคำที่ไม่ค่อยดี เหมือนมีทุกข์อย่างไรไม่รู้ อันที่จริง คำว่ากรรมเป็นคำกลางๆ ไม่ดีไม่เลว ต่อเมื่อเรากระทำ ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ ในทางดี หรือไม่ดี อย่างนั้นเราจึงจะเรียกว่ากรรมดี หรือกรรมชั่ว อาจใช้คำว่า กรรมดำ กรรมขาว หรือแม้แต่เป็นกรรมไม่ดี ไม่ชั่ว เช่น ทานข้าว ก็เป็นกรรมกลางๆ ไม่ขาว ไม่ดำ แต่ไม่ใช่เทาๆนะครับ ใครทำกรรมดีไว้มาก วิบากกรรมคือผลของการทำดี ก็จะมีการสนอง เช่นเดียวกัน ในทางตรงข้าม หากใครทำกรรมชั่วก็จะได้รับวิบากกรรมที่มาสนองอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงอยากฝากเรื่องกรรม หรือการกระทำ ทางกาย วาจา ใจไว้ให้คุณผู้อ่านได้ทราบเป็นเบื้องต้น เพื่อดำเนินชีวิตให้ปราศจากกรรมดำ และเจริญกรรมขาวให้มากๆยิ่งขึ้นครับ อ้าว กลายเป็นหนังสือธรรมะไปอีกแล้ว เอาเป็นว่า ทนๆอ่านเอาหน่อยนะครับ อย่างน้อย ก็ถือซะว่ามีคนมาบ่นเรื่องกรรมให้ฟัง แต่หากอ่านไปแล้ว สามารถนำไปต่อยอดในการกระทำได้ ก็จะเป็นผลดีกับผู้กระทำนั่นเอง และก็เป็นอานิสงค์โดยอ้อมให้กับผู้เขียนด้วย และยังเป็นอานิสงค์ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในประเทศและในโลกนี้ด้วยครับ เห็นไหมครับว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะหากทุกคนเจริญธรรมขาวแล้ว เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่อย่างทุกวันนี้ หรือไม่มีความขัดแย้งที่เกิดความรุนแรง แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างไปบ้าง แต่ทุกฝ่ายก็จะสามารถยอมรับในเหตุและในผลของการอยู่ร่วมกันโดยสันติสุขได้หากมีธรรมะในจิตใจและกระทำได้อย่างจริงจัง

ขอเปลี่ยนเรื่องเหมือนกับรถที่กำลังวิ่งๆอยู่แล้วเบรกเลี้ยวรถไปทางอื่นอย่างกะทันหัน แบบที่คนขับไม่ได้บอกให้คนนั่งรู้ก่อน ทำให้คนนั่งลุ้นตัวโก่งว่าจะพ้นโค้งหรือไม่ครับ กลับมาที่เรื่องราวของโทรศัพท์มือถือซึ่งผมได้อ่านข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ต โดยมีเนื้อหาว่า ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยข้อมูลการสำรวจการใช้งานโทรศัพท์มือถือของประชากร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง ปี 2546-2549 โดยในปี 2546 มีจำนวนผู้ที่มีโทรศัพท์มือถือ 23 คน ต่อประชากร 100 คน เพิ่มขึ้น เป็นจำนวนผู้มีโทรศัพท์มือถือ 42 คนต่อประชากร 100 คน ในปี 2549 เรียกได้ว่า เพิ่มขึ้น มากทีเดียว โดยกลุ่มที่เพิ่มขึ้นมากทีสุดคือกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุ 15-24 ปี มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นเท่าตัวกล่าวคือจาก ร้อยละ 25.3 ในปี 2546 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 52.1 ในปี 2549

ข้อมูลยังบอกต่อไปอีกว่า กลุ่มวัยรุ่นนอกจากใช้งานด้านการสื่อสารทางเสียง หรือการโทรแล้วบริการการรับส่งข้อความทั้ง SMS/MMS เป็นบริการที่นิยมใช้มากที่สุดในสัดส่วนร้อยละ 50 รองลงมาคือการโหลดเพลงร้อยละ 46.4 และเล่นเกมร้อยละ 14.8 และส่วนใหญ่จะใช้แบบเติมเงินร้อยละ 94.5 ข้อมูลข้างต้นนี้บอกอะไรเราได้บ้าง อย่างแรกเลยหากผมเป็นเจ้าของบริการ ก็จะเข้าจับกลุ่มวัยรุ่นเป็นกลุ่มแรก ใครจับกลุ่มนี้ได้ก่อนก็เป็นผู้รับทรัพย์ไปเต็มๆ อย่างเช่นการรับส่งข้อความในสมัยนี้ ก็มีบริการแปลกๆออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้โหวตนักร้องขวัญใจ ตามรายการประกวด โหวตนางงามที่ตนเองชอบ โหวตข่าวสำคัญต่างๆ รวมทั้งออกความคิดเห็น แล้วเอารางวัลมาล่อใจไม่ว่าจะเป็นของเล็กๆน้อยๆอย่างตั๋วภาพยนตร์ หรือของใหญ่ๆอย่างทีวีสีก็มี ซึ่งหลังๆมาทางราชการเข้มงวดมากขึ้นก็เพลาๆลงไปบ้าง นอกจากนี้วันดีคืนดีก็มีข้อความมายังมือถือเราให้ถ่ายรูปคู่กับเพื่อนบ้าง สัตว์เลี้ยงบ้าง หรือรถคันโปรดบ้าง หรือแม้แต่มือถือเครื่องโปรดแล้งส่งไปยังเบอร์ที่กำหนดเพื่อลุ้นรับโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ หรือเครื่องเล่น MP3 ยอดนิยม ก็มีให้เห็นกันอยู่เนืองๆ บริการเหล่านี้ ผมมองว่าเป็นกลยุทธในการเรียกความสนใจและรับเงินเนื้อๆ เพราะค่าบริการแม้จะดูต่อครั้งไม่มาก แต่คนไทยชอบการเสี่ยงโชค ก็อยากลองแค่ไม่ถึง 10 บาท แต่เมื่อจำนวนคนส่งเข้าไปมากๆ เรือนพันเรือนหมื่น ก็ได้เงินมากโขอยู่และการแจกรางวัลก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ากระทำอย่างโปร่งใสมากน้อยอย่างไร ผมก็มองว่าเป็นการพนันอย่างหนึ่ง ที่ทางกฎหมายเองอาจยังไม่ชัดเจนหรือเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้กวดขันอย่างจริงจัง

อีกบริการหนึ่งที่ผมมองว่าล่อแหลม ก็คือบริการจำพวก 1900 ที่โทรไปนาทีละ 6-12 บาท เพื่อคุยกับเพื่อนๆ โดยมักจะมีภาพล่อตาล่อใจในทีวีหรือหนังสือต่างๆ เช่นมีรูปสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มทำท่าเย้ายวน และมีข้อความว่า โทรมาซิคะ พวกเรารออยู่ เราจะเป็นเพื่อนคุณตลอด 24 ชม. อะไรประมาณนี้ และยังมีสำหรับสาวๆที่อยากหาเพื่อนหนุ่มๆ โทรไปอีกเบอร์หนึ่ง พวกนี้ ผมก็มองว่ามีความเสี่ยงในการที่วัยรุ่นอาจถูกชักจูงให้เสียเงินแล้วยังมีโอกาสที่จะเสียตัวได้ด้วย เพราะคุยไปคุยมา เรื่องที่วัยรุ่นยากคุยมากที่สุด อยากรู้อยากเห็นมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องใต้สะดือหรือเหนือสะดือนั่นเองครับ กลายไปกลายมากลายเป็นเซ็กซ์โฟนไปก็อาจเป็นไปได้เหมือนกัน อย่างนี้ทางการก็น่าจะเข้ามาเข้มงวดให้มีความโปร่งใสมากขึ้นในการบริการครับ หากเป็นการคุยเพื่อหาเพื่อนก็ไม่แปลก แต่การคุยกับคนแปลกหน้านั้น ก็ต้องระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวเป็นอย่างยิ่งทีเดียวไม่เช่นนั้น อาจมีสิ่งไม่ดีตามมาทีหลังได้ครับ

บริการต่อมาที่นิยมส่งมาให้ก็คือ แนะนำลิงค์โหลดเพลงใหม่ ภาพสวยๆ ภาพเสียวๆ ส่งมาทาง sms พอเราเปิดข้อความดู ก็เป็นโฆษณาให้ลองกดเลือกดู ซึ่งหลายครั้งกลายเป็นเชื่อมต่อบริการไปทาง WAP ของผู้ให้บริการ ซึ่งมักจะเป็นการสมัครใช้งานโดยที่เราไม่รู้ตัว บางทีแค่เราดูทีเดียว แล้วก็ปิดไปเพราะไม่ได้สนใจอะไร กลับกลายเป็นว่า มีค่าบริการรายสัปดาห์โผล่ขึ้นมา สัปดาห์ละ 60-100 บาท ตัดเงินเราไปโดยไม่รู้ตัว ทราบอีกที เงินหมดโทรไม่ออก โทรไปโวยก็หลายเป็นว่าเราไม่ดูให้รอบคอบเอง การยกเลิกบริการก็ยุ่งยากเพราะต้องพิมพ์ข้อความยกเลิก และต้องส่งไปที่เบอร์นั้นเบอร์นี้ก่อน และต้องรอให้ทางระบบตรวจสอบและส่ง ข้อความกลับมายืนยันว่าเรายกเลิกแล้ว ถึงจะนับว่ายกเลิกสมบูรณ์ หากระบบขัดข้อง ก็ต้องเสียค่าบริการไปก่อน อย่างนี้ก็มีครับ ต้องระวังให้มากทีเดียว หลังๆมานี่หากมีข้อความแปลกมา ผมลบทิ้งก่อนเลยครับ และก็ขยันส่งมาเสียด้วย บางทีประชุมๆอยู่มีข้อความมาไอ้เราก็นึกว่าใครมีเรื่องเร่งด่วนโทรมาแล้วเราไม่รับเลยส่งข้อความ เปิดดูที่ไหนได้โหลดเสียงรอสายเพลงใหม่ ลุ้นรับ มือถือรุ่นใหม่ ก็มีบ่อยๆครับ

เปิดดูหน้าหนังสือมือถือ หรือหนังสือวัยรุ่นทั้งหลาย ก็มีโฆษณาดาวน์โหลดพวกนี้อยู่มากมาย ซึ่งก็เป็นส่วนของผู้ให้บริการเนื้อหา หรือเรียกในศัพท์ทางวงการว่า ผู้ให้บริการ Content บางทีเปิดหน้าหนังสือไปดูทีแรก ผมนึกว่าโฆษณาขายภาพโป๊เสียอีก เพราะภาพแต่ละภาพที่ลงโฆษณา มีทั้งแบบนุ่งน้อยห่มน้อย แบบนุ่งน้อยไม่ห่ม แบบห่มแต่ไม่นุ่ง หรือทั้งไม่นุ่งไม่ห่ม ปิดบังจุดสำคัญ อย่างกับหนังสือปลุกใจเสือป่าสมัยก่อนเลยทีเดียว แล้วก็มีเลขกำกับไว้ พร้อมตัวหนังสือเชิญชวนต่างๆนานา ภาพสวย ภาพเสียว รอคุณอยู่ เพียงกด ดอกจันทร์แล้วต่อด้วย XXXXXXXX แล้วกดโทรออก เท่านี้ภาพทั้ง Collection ก็ส่งตรงถึงมือคุณได้อย่างง่ายดาย ไม่เพียงแต่ภาพนิ่งนะครับ คลิปต่างๆเดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้ให้บริการเหล่านี้ไปแล้ว ภาพเคลื่อนไหวเดี๋ยวนี้ดูจะเป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่า เพราะสนนราคาค่าโหลดก็ได้มากกว่า และยังมีเนื้อหาเชิญชวนอย่างเช่น คลิปหลุดๆที่เป็นข่าว ดาวน์โหลดได้ที่นี่ ใหม่ล่าสุดทุกวัน บลา..บลา..บลา..บลา อะไรก็ว่าไป กระตุ้นให้คนอยากรู้อยากเห็นทดลองโหลด เอาน่า แค่10-20 บาท ได้ดูคลิปใหม่ๆหลุดๆ ก็ลองดู ไอ้ความอยากลองนี่ละครับ ทำให้เสียสตางค์กันมาแยะแล้ว บางคนหลวมตัวโหลดมา ติดใจ ก็โหลดไปบ่อยๆเข้า เติมเงินเดือนละพันก็ไม่พอค่าใช้โทรศัพท์เสียดี เพราะหมดไปกับค่าโหลดนี่เอง

อีกบริการหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าขาดความจำเป็นต่อตัวเราอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นบริการที่ทำรายได้ให้กับผู้ให้

บริการไม่น้อยหน้าบริการอื่นๆ คือบริการเสียงรอรับสาย เราเองก็ไม่ได้ฟังเสียหน่อย คนได้ฟังก็คือคนที่โทรเข้ามานั่นเอง แถมเรายังต้องพยายามอัพเดทเพลงบ่อยๆเพื่อให้อินเทรนท์ ไม่ตกยุค คนโทรมาจะได้ทักว่าเราเป็นคนทันสมัย เพลงเพิ่งออก ก็มีอยู่ในสายแล้ว แถมยังต้องโทรมาหลายๆครั้งเพลงต้องเปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันอีก เพื่อให้เพื่อนๆได้ฟังเพลินๆ จนหลายครั้งเพื่อนต่อว่าเราว่า รีบรับสายทำไม กลายเป็นว่าอยากฟังเพลงรอสายมากกว่าอยากคุยกับเราอีกแนะ ในส่วนนี้ ค่าบริการแต่ละเดือนก็ไม่น้อยนะครับ ไหนจะมีค่าบริการที่ต้องจ่ายแน่นอนรายเดือน ไหนจะค่าโหลดเพลงใหม่ๆใส่ลงในระบบ ผมมองว่า โหลดมาใส่ในเครื่องเราเพื่อฟังเป็นริงโทน ยังพอเข้าใจได้ แต่โหลดมาให้เพื่อนฟังนี่ เสียสตางค์ไปโดยใช่เหตุครับ เอาละเขียนไปมากๆเดี๋ยวผู้ให้บริการค่ายต่างๆจะมาเฉ่งผมเอา เอาเป็นว่าเป้นความคิดส่วนตัวที่นำมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน ใครอยากนำไปคิดต่อหรือไม่สนใจก็สุดแล้วแต่วิบากที่กระทำกันมาก่อนครับ แต่ผมคนหนึ่งละที่ไม่อินเทรนท์ สงสัยตัวเองจะแก่แล้ว ไม่ค่อยจะทันยุคทันสมัยเขาเท่าไร ขอบคุณที่กรุณาทนอ่านจนถึงบรรทัดนี้ครับ

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดขอให้ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ในการใช้บริการเสริมอย่างเป็นประโยชน์สูงสุดครับ หากอยากคุยกัน ก็อีเมล์มาคุยกันได้นะครับที่ mchawz@gmail.com อ้างสักนิดว่าจากคอลัมน์ M Talk ขอลาไปก่อน ขอบุญรักษาคุณผู้อ่านครับ/ mchaw


มีโอกาสไปเที่ยวปราณ เที่ยวล่าสุด  หาอาหารทาน ไปดูตามป้ายโฆษณา  ก็มีหลายร้าน ขับเลียบชายหาดไปเรื่อยๆ  ไปพบ ร้านนี้เข้า เอา ลองก็ลอง

ใันที่ไปเป็นคืนวันศุกร์ คนไม่มาก  สั่งปูทะเล 2 ตัว นึ่ง สั่งปลาหมึกแดดเดียวมาทาน  และอาหารอีก 2 อย่าง  กับข้าวอีก 1 โถ  ราคา 700 นิดๆ  ทีเด็ดคือ ทางร้าน แถม ออส่วนหอยแมลงภู่ กระทะร้อน จานใหญ่ มาให้ชิมฟรีๆ  อร่อยมากด้วย   และเมื่อเช็คบิล ก็มีผลไม้มาให้ทานอีก 1 จานครับ  ประทับใจทั้งราคา และ รสชาดจริงๆครับ

พอวันุร่นขึ้นก็แน่นอนว่า มื้อเย็นต้องไม่พลาดร้านนี้อีกแน่นอน  แต่คราวนี้ ไม่ได้สั่งปู แต่ปลาหมึกแดดเดียวไม่พลาด เพราะอร่อยมาก  กลิ่นปลาหมึกแดดเดียวทอดนี่คล้ายปลาหมึกปิ้ง แล้วมาบดๆอย่างนั้นเลยครับ  แต่เนื้อไม่เหนียว และรสชาดเยี่ยม  อย่าพลาดนะครับหากมีโอกาสไปลองชิม รับประกันความผิดหวัง

สั่งอาหาร 4 อย่าง ราคา 5ร้อยกว่าบาท  แต่ทีเด็ด  ทางบริกร ถามว่าเมื่อวานชิม ออส่วนแล้วใช่ไหมครับ เราก็ตอบว่าใช่(นึกในใจว่า เอาใจใส่ลูกค้าดีจัง จำไ้ด้วยว่ามาทานเมื่อวาน) จากนัน เขาก็เลยนำ โป๊ะแตก แยกพริกมาให้ เพราะเห็นมีเด็กมาด้วย  มาให้ชิม 1 หม้อไฟใหญ่  และั ยังมี ปลาทิพย์  มาให้อีก 1 จานใหญ่ รสชาดคล้ายทอดมันกุ้งครับ แต่เป็นปลาเท่านั้น  และยังมีผลไม้ตบท้ายให้ฟรีเช่นเคยครับ 

ร้านอุดมโภชนา  หาไม่ยากครับ ใกล้ปากน้ำปราณ  อยู่ถนนเลียบหาด  บรรยากาศริมทะเล แนะนำให้ไปทานราว 5 โมงเย็นได้บรรยากาศมากครับ


สวัสดีครับ

จากคราวก่อน ตอนที่  1 ได้เกริ่นเรื่องของความต้องการของผมในการหาซื้อกล้องมาทดแทนเจ้า Sony T1  ที่ประจำการ ประจำกายมากว่า 3 ปี  ถึงคราวที่ต้องปลดประจำการหากล้องตัวใหม่ที่ช่วยให้ภาพถ่ายได้คุณภาพที่ดียิ่งขึ้น  ซึ่งก็ยังคงแนวคิดเดิมคือ หา Compact ดีๆมาใช้สักตัวในงบราวไม่เกิน 2 หมื่น  ซึ่งงบนี้ก็นับว่ามากพอสมควรสำหรับ Compact ดีๆสักตัว 

เจตนารมณ์ยังคงเหมือนเดิมคือเน้นการถ่ายภาพเวลาไปเที่ยวตามที่ต่างๆ เก็บความประทับใจในยามที่ต้องการสะสมความสุขไว้กับความทรงจำอันสดชื่น ดูคราวใดก็อดยิ้มและนึกถึงไม่ได้นี่หล่ะครับ

และมาจบลงตรง Sony T100 รุ่นล่าสุด หรือไม่ก็เจ้า Canon 850is  ซึ่งนับเป็นคู่ปรับในใจผม สนนราคาไม่ได้ต่างกันมากนัก ด้วยคุณสมบัติที่ต้องการคือ มีกันสั่นในกล้อง  ซูมออฟติคอลได้อย่างน้อย 3x  หน้าจอไม่ต่ำกว่า 2 นิ้วครึ่ง มีระบบ Face Detection ให้หน้าคมชัด เท่านี้ ทั้ง 2 ตัวก็ผ่านเกณฑ์ได้อย่างดี  แต่เจ้า T100 ออกจะได้เปรียบเรื่องหน้าจอใหญ่และสัมผัส  ทั้งยังใช้ Memory Stick Duo ที่มีอยู่ 2 GB ได้อีก  นับว่า น่าสนไม่เบา

อย่างไรก็ดี  ด้วยความที่เป็นคน คิดรอบคอบ(จนได้เรื่อง)  มานั่งศึกษาตามเวปกล้องต่างๆ สอบถามทางเวปบอร์ด  หาข้อมูลเพิ่มเติม  ทำให้จังหวะหนึ่ง สะดุดใจขึ้นว่า เอ แล้วเจ้ากล้องตัวใหม่ที่มีราคาร่วม 2 หมื่นนี่ จะตอบสนองความต้องการเราได้มากพอหรือเปล่า กลัวจะเสียเงินแล้วไม่ได้คุณภาพอย่างที่หวัง หรือใช้เจ้า T1 ตัวเดิมก็ไม่ได้ต่างกันมาก ด้วยจุดนี้เองทำให้ต้องมาทบทวนความต้องการแท้ๆของตัวเองอีกสักครั้ง

ที่สุด ก็อยากจะลองขยับไปยังกล้อง DSLR-Like  ที่น่าจะตอบสนองความต้องการได้มากกว่า Compact ทั่วๆไป  ก็ดูๆ ศึกษาเพิ่มเติม และได้ปรึกษาน้องกุ๊ก (ขออ้างหน่อยนะ)  จนได้คำแนะนำที่ควรเลือก DSLR เลยทีเดียว ไม่เช่นนั้น ไป DSLR-Like แล้วก็จะต้องขายและขาดทุนเพื่อไปซื้อ DSLR อีกที  (แต่ก็ไม่รู้เพราะเชื่อเจ้ากุ๊กนี่หรือเปล่า จึงงบบานปลายอย่างทุกวันนี้ 555)

ถามน้องอีกคน เขาก็แนะนำว่า หากไม่อยากสิ้นเปลือง แนะนำ  Compact เพราะหากหลงเข้ามาในวงการ DSLR แล้ว เงินแสนหลุดลอยได้ง่ายๆ ไอ้เราก็ เฮ้ย จริงอ่ะ  ด้วยใจเราขณะนั้นคิดว่า จะอะไรกันนักกันหนา กะอีแค่ กล้องกะเลนส์คิท ก็น่าจะเอาอยู่ตามความต้องการของเราแล้ว เพราะแค่ Compact เราก็ถ่ายมาแล้วนี่นา  งบประมาณที่เคยตั้งไว้สำหรับ Compact 20,000 ก็เริ่มขยับขยายเป็น 50,000 ขาดเหลือได้นิดหน่อย  กะว่า Body+Kit น่าจะจบ แฟลชก็หัวกล้อง เพราะตอน Compact ก็แฟลชหัวกล้องเอาอยู่หมด อย่างดีก็กระเป๋าสักใบ

เอาละ มานั่งศึกษาเพิ่มเติม คราวนี้ ตั้งธงไว้ที่ DSRL ในงบ 50,000 เอาละสิ จะไปทางไหนดี ในงบนี้ ก็มองๆไว้ 3 รุ่น คือ Canon 400D, Nikon D80 และ Sony A100  ทั้ง  3รุ่นต่างก็มีข้อเด่นและด้อยในตัว  ก่อนจะไฟนอล ตัด A100 ออกไปเพราะว่า หลายคนไม่แนะนำเพราะเลนส์และอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมและหายาก ราคาสูง  เหลือแค่ 400D กะเจ้า D80 แค่นั้น (ตอนนี้ไม่ได้ดู 30D เพราะบอดี้ก็กว่า 4 หมื่น เลนส์อีก อย่างน้อย 2 หมื่นกว่า รวมทั้งความละเอียด 8 ล้านที่ดูจะไม่เท่า 2 ตัวที่เลือกก็เลยตัดออกไป)

จนแล้วจนรอด ก็ตัดสินใจไม่ได้ระหว่าง 2 รุ่นนี้  400D มีขจัดฝุ่น(ที่หลายเวปทดสอบแล้วว่าไม่ได้ผล) ราคาก็ 3 ต้นๆ รวม คิท (ที่ขายได้ไม่เกิน 2,000) ส่วนเจ้า D80 ราคาเอาเรื่อง 4ปลายๆ แต่ได้ช่วงคิทที่ครอบคลุมกว่า ปรึกษาค่ายหนอน ก็ว่าหนอนดี  ปรึกษาค่าย นิกร ก็ว่านิกรดี  โดยเฉพาะเรื่องเลนส์ ที่หนอนมีให้เลือกหลากหลายกว่า และราคาถูกกว่า (อันที่จริงราคาเลนส์เทพๆ หลายๆตัวราคาทั้งคู่ไม่ต่างกันครับ) เรื่องบริการหลังการขาย ค่ายหนอนก็ดูมีภาษีดีกว่าพอควร

ที่สุดแล้ว กำเงินไปราว 5 หมื่นนิดหน่อย ไปร้านชื่อดังที่ MBK ชั้น 3 ซึ่งพนักงานก็บริการดี เอาทั้งคู่มาให้ลองจับถือและถ่ายดู ว่าชอบอย่างไหน  ลองทั้งคู่กว่า 1 ชั่วโมง  ไปติดใจเจ้า D80 ตรงความถนัดในการจับถือ เต็มมือกว่า  รวมทั้งจอด้านบน ที่ดูแล้วขลังแบบกล้องฟิล์ม หรือกล้องโปร แถม LCD แสดงผลสีสันได้ใจ  ทำให้ตัดสินใจในวินาทีสุดท้าย ถอย D80+Kit มาในราคาเต็ม (ร้านนี้ไม่ลดอยู่แล้ว) ได้แถม เมม,แปะหน้าจอ และ ชุดทำความสะอาดมาแค่นั้น 

ยังครับ ต้องหา UV มาป้องกันหน้าเลนส์ แต่ที่ร้านมีแต่ NC ราคา 1,700 ก็เลยผ่านไปก่อน แต่ก่อนกลับได้กระเป๋า Lowepro Sling Shot 200AW มา 1 ใบ อันที่จริง ดูจะใบใหญ่ไปหน่อย จะซื้อ 100AW แต่ที่ร้านบอกไม่ขายให้ เพราะว่า เดี๋ยวก็ต้องเสียตังค์ซื้อเพิ่มใบใหญ่อีก  (เราก็เชื่อเขา ทั้งๆที่ในใจคิดว่า เอ ตรูจะซื้อเลนส์อะไรอีก แค่นี้ก็ร่วงแทบหมดหน้าแข้งแล้ว)  เอา 200AW ก็ได้  ก่อนกลับยังอุตสาห์ไปหา UV กับ CPL เสียตังค์ไปอีก ร่วม 3 พันกว่า และซื้อ SD 2GB 120x มาอีกใบ ราวพันสอง  สรุปหมดไปกว่า 5 หมื่นในวันนั้น

 

กลับบ้านกระเป๋าเบาไปนาน  แต่ก็กลับมาลองถ่ายในบ้าน ถ่ายๆๆๆ มั่วไปหมด ด้วยความเห่อ  นั่งอ่านเวปกล้องทุกวัน(จนบัดนี้)

จบตอน 2 เท่านี้ก่อนนะครับ ก่อนจะมาคุยในตอน 3 ที่เกี่ยวกับเป็นไง มาไง ทำไม จาก 5 หมื่น กลายเป็น ใกล้ๆ 2 แสนแล้ว

 



จากคอลัมน์ M talk by mchaw นิตยสาร Mobile Mag เดือน มิย.07


สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน ในช่วงนี้ต้องยอมรับความจริงว่า หันมองไปทางไหน คนส่วนใหญ่ก็หน้าเหี่ยวแห้ง  โดยเฉพาะหากไปถามพ่อค้าทั่วไปละก็น่าจะได้คำตอบแบบเดียวกันคือ ยอดขายสินค้าร่วงไปแบบน่าตกใจมากทีเดียว สังเกตได้ว่า ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ก็หันมากระหน่ำโปรโมชั่นพร้อมๆกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ลดไปเมื่อเดือนที่แล้ว ต้นเดือนนี้ก็มาลดกันอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น มิดเดย์ มิดไนท์เซล และผ่านไปอีกสัปดาห์ก็มี เซอร์ไพรส์เซล ตามมาด้วย ฮอลิเดย์เซล ต่อไปคงมี เอเวอรี่เดย์เซลกันเป็นแน่แท้ เพราะมีลดราคากันแทบจะทุกสัปดาห์แล้วครับ

                ก็เมื่อรายได้จากการขายตกลง ก็ต้องหาทางกระตุ้นยอดขายเพื่อชดเชยรายได้ที่ตกลงโดยยอมที่จะลดกำไรลงเพื่อกระตุ้นยอด ไม่เว้นแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ สินค้ายอดนิยมมาหลายปี ในช่วงนี้ หากท่านไปถามคนขายดู ก็จะพบว่า รายได้ยอดขายตกลงแบบน่ากลัวมาก ที่ห้างใหญ่ๆแถวปทุมวันเอง ที่เมื่อก่อนมีร้านขายมือถือทั้งร้านใหญ่และร้านเล็ก หลายร้อยร้านค้า ก็ทยอยปิดตัวหรือปรับเปลี่ยนไปมากทีเดียว หากใครมีเวลาลองเดินไปดู หรือใครที่เดินบ่อยๆคงพอสังเกตความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ว่าร้านมือถือหายไปเยอะมากทีเดียว

                ราคาโทรศัพท์มือถือก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นยอดขายได้พอควร สังเกตว่า เดี๋ยวนี้ โทรศัพท์มือถือเปิดตัวรุ่นใหม่บ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน หากเป็นรุ่นที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก ราคาก็จะปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คนที่ซื้อไปในช่วงแรกๆ ต้องกัดฟัน กลืนน้ำตาได้ง่ายๆ เพราะมือถือที่ตัวเองอุตส่าห์ควักสตางค์ซื้อมาเกือบ 2 หมื่น เมื่อเวลาผ่านไปมีนาน ก็ลดราคาลงไปกว่าครึ่งก็มีครับ ดังนั้นเป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจสำหรับผู้ที่ชอบเห่อตามแฟชั่น ว่าโทรศัพท์มือถือออกใหม่ ฉันนี่แหละต้องมีก่อนคนอื่น ก็ต้องเจ็บใจไปหลายท่านแล้วด้วยราคาเครื่องร่วงเร็วราวกับเครื่องบินตกทีเดียว

                ย้อนกลับมาถึงเรื่องราวในโทรศัพท์มือถือกันบ้างครับ ต้องยอมรับว่า ผู้ผลิต ผู้พัฒนาโทรศัพท์มือถือนี่ให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วกว่า อุปกรณ์อีเล็กโทรนิกส์แบบอื่นๆมากมายทีเดียว ก็ด้วยความที่ต้องการสร้างความแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น หรือสร้างความเป็นเอกลักษณ์เพื่อดึงความสนใจจากผู้บริโภคอย่างเราๆท่านๆให้สนใจเครื่องรุ่นใหม่ๆ
ของเขาได้มากกว่าคู่แข่ง ในสมัยแรกๆเมื่อสัก
10 กว่าปีที่แล้วนั้นโทรศัพท์มือถือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นของใช้งานของเศรษฐีครับ เพราะลำพังราคาตัวเครื่อง ก็ร่วมแสน หรือแสนเศษ และยังมีน้ำหนักในระดับ 4-5 กิโลกรัม เรียกว่าใครถือไป ก็เหมือนหิ้วแบตเตอรี่รถยนต์ไปด้วย สมัยนั้นเครือข่ายก็ยังไม่ได้ครอบคลุมมากกนัก มีเพียงกรุงเทพและปริมณฑลบางส่วน และครอบคลุมไปแถวๆชลบุรี ระยอง ด้วยคลื่นในระบบ 470 MHz ใครมีก็โก้ไม่เบาแล้วครับในสมัยนั้น ติดรถก็ได้ หรือถอดมาหิ้วก็ได้ ฟังก์ชั่นในเครื่องก็ไม่มีอะไรมากนัก มีบันทึกเบอร์ได้บ้าง และยังไม่มีซิมให้ใช้งานนะครับ ใครซื้อมาอยากขายก็ต้องทำเรื่องโอนและขายพร้อมเบอร์ไปเลย

                ต่อมาก็เริ่มพัฒนาขึ้นมาเป็นโทรศัพท์ในระบบ 800 และ 900 MHz  ซึ่งก็ยังคงเป็นแบบอนาล็อกอยู่ ซึ่งก็ยังไม่มีซิม เครื่องกับเบอร์จะถูกกำหนดไว้พร้อมกันในเวลาซื้อขาย แต่ราคาเครื่องก็ยังสูงอยู่มากทีเดียว ราคาอยู่ในระดับ เกิน 5 หมื่นอยู่พอควร แต่ต่อมาก็ได้เริ่มพัฒนาเข้าอยู่ยุคที่ 2 คือ ระบบดิจิตอลที่เริ่มหันมาใช้ซิมในการจัดเก็บข้อมูลการโทรศัพท์โดยเลขหมายจะอยู่ในซิมหากต้องการเปลี่ยน
เครื่องก็เพียงแต่เปลี่ยนซิมไปยังเครื่องใหม่เท่านั้น หมายเลขก็ยังใช้หมายเลขเดิมได้ตามปกติ ราคาเครื่องโทรศัพท์มือถือก็ปรับตัวลงมาเช่นเดียวกับอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์อื่นๆเช่นกัน
และในยุคนี้เองที่โทรศัพท์มือถือได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ว่าได้ เพราะผู้ผลิตใส่ความสามารถต่างๆเข้ามาอย่างมากมาย ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารด้วยเสียงแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้วครับ  สิ่งที่ใส่เข้ามาหลากหลายมากไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการต่อเชื่อมกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่แรกๆก็ใช้งานในรูปแบบของ wap อย่างเดียว หลังๆมานี่สามารถเข้าดูเวปไซต์เต็มรูปแบบได้เช่นเดียวกับในคอมพิวเตอร์ทีเดียว  ความสามารถในการถ่ายภาพ ก็ใส่กล้องเข้าไปว่ากันไปร่วม 10 ล้านพิกเซลแล้ว แต่ในขณะนี้ อย่างน้อยก็ต้อง 2-3 ล้านพิกเซลเป็นอย่างน้อยรวมทั้งสามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบวีดีโอในระดับความคมชัดเทียบเท่า ดีวีดี ก็มีให้ใช้งาน  ใส่คุณสมบัติด้านการฟังเพลง ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ หรือ เครื่องเล่นไฟล์เพลง ที่มีความจุตัวเครื่อง ในระดับ 8GB หรืออาจใช้หน่วยความจำเพิ่มเติมได้สำหรับเครื่องรุ่นทั่วๆไป 1-2 GB ก็เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว สามารถรองรับไฟล์ภาพเคลื่อนไหว บันทึกภาพยนตร์ได้หลายเรื่องทีเดียว  รูปแบบเมนูการใช้งานก็มีหลากหลายรูปแบบ ให้เลือกใช้ได้ตามความต้องการไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการของมาตรฐานโรงงาน หรือระบบปฏิบัติการทีฉลาดมากขึ้นอย่าง วินโดว์, ซิมเบี้ยน, ลินุกซ์ , ปาล์ม อีกไม่นานก็จะได้เห็นในรูปแบบของ แม็คอินทอชออกมาอีก เรียกได้ว่า โทรศัพท์มือถือยุคนี้ ทำได้สารพัดอย่าง  ได้อ่านบทความผ่านตาไม่นานมานี้ว่า โทรศัพท์มือถือได้ทำให้ยอดขายนาฬิกาปลุก และนาฬิกาข้อมือตกไปแล้ว ต่อไป ก็อาจทำให้ยอดขาย เครื่อง GPS หรือ เนวิเกเตอร์แบบเดี่ยวๆนั้นตกลงก็เป็นได้ เพราะเดี๋ยวนี้ มือถือหลายรุ่นได้ใส่ชิพ GPS ในการรับสัญญาณจากดาวเทียมและมีแผนที่ในเครื่อง ทำให้สามารถเป็นเครื่อง เนวิเกเตอร์ได้ด้วยในตัว เอาละครับ ใครที่ชอบเทคโนโลยี ก็ต้องลองติดตามกันต่อไปว่า นอกจากความสามารถต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ โทรศัพท์มือถือจะมีอะไรใส่ลงไปได้อีกบ้าง 

                แต่จะว่าไป ในยุคหนึ่งที่โทรศัพท์มือถือใส่กล้องในระดับ 1 ล้านพิกเซล ก็มีการคาดหมายกันว่า จะส่งผลต่อยอดขายกล้องดิจิตอล ก็อาจเป็นได้ในช่วงสั้นๆ แต่ปัจจุบัน กล้องดิจิตอลก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ดี ด้วยความที่มือถือติดกล้อง มีข้อจำกัดในการบันทึกภาพในหลายๆส่วน ยังไงก็ไม่สามารถเทียบคุณภาพของรูปได้กับกล้องดิจิตอลแท้ๆอยู่ดี ก็เลยกลายเป็นต่างคนต่างทำตลาดไม่แย่งตลาดเดียวกันไปโดยปริยาย หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือที่ใส่ความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงเข้าไป ก็มีผู้ที่คาดว่าจะกระทบกับเครื่องเล่นเพลงอย่าง ไอพอด ก็กลายเป็นว่า ไอพอดก็ยังขายดิบขายดีอยู่ไม่ตก เพียงแต่ ค่ายมือถือใดที่ไม่ตามแฟชั่นในส่วนนี้ ก็ยอดหดหายไปโดยปริยายเท่านั้น

                  การเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือของหลายท่าน อาจไม่เหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้มีแบบและรุ่นให้เลือกกันอย่างมากมาย แต่ละรุ่น แต่สิ่งที่อยากฝากให้พิจารณาก็มีดังต่อไปนี้ครับ

                1.ตั้งงบประมาณไว้ในใจเสียก่อน ว่าเราจะสามารถซื้อเครื่องในราคาเท่าไร และต้องกันไว้สำหรับอุปกรณ์เสริมที่จำเป็นใช้ด้วยนะครับ เช่น บลูทูธ เฮดเซ็ท , แบตฯสำรองก้อนที่สอง, ซองใส่ ฯลฯ

                2.ดูคุณสมบัติที่เราจำเป็นต้องใช้ เช่น ปฏิทินนัดหมาย , การรองรับอีเมล์ เป็นต้น แล้วศึกษาเครื่องที่เราสนใจว่าสามารถใช้งานได้ง่ายเพียงใด ทั้งนี้อาจต้องหาข้อมูลจากเวปไซต์ทดสอบ หรือให้ดีถามเอาจากเพื่อนๆที่ใช้งานเครื่องรุ่นนี้ประกอบการตัดสินใจด้วย 

                3.คุณสมบัติอื่นๆที่มีในเครื่อง ซึ่งอาจไม่ได้ใช้งานบ่อยนัก ก็ไม่ต้องซีเรียส เช่น บางท่านแทบไม่ได้ใช้งานฟังวิทยุ หรือ MP3 เลย แต่กลับซื้อเครื่องที่ต้องมีให้ครบ เช่นนี้นับว่าเกินความจำเป็น

                4. ไม่ควรซื้อเครื่องที่เพิ่งวางจำหน่ายในวันแรกๆ หรือล็อตแรกๆ ด้วยความที่โทรศัพท์มือถือเดี๋ยวนี้รีบออกรุ่นใหม่มาเพื่อดึงความสนใจ ทำให้หลายรุ่นๆมีความผิดพลาดในซอฟแวร์ปฏิบัติการในเครื่อง ต้องอัพเกรดเพื่อให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ในภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ 2-3 เดือนก็จะมีซอฟแวร์เวอร์ชั่นใหม่มาให้อัพเกรดกัน และอีกเหตุผลคือเครื่องบางรุ่นไม่นิยมเท่าที่ควร ราคาจะร่วงภายในเดือนแรก20-30% ทีเดียว อาจทำให้เจ็บช้ำใจได้  ดังนั้นหากไม่รีบเกินไป ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการซื้อเครื่องรุ่นที่ออกมาใหม่คือ 2-3 เดือนนั่นเอง ราคาก็น่าจะนิ่งในระดับหนึ่งแล้วครับ

                5.เลือกเครื่องที่คิดว่า เวลาขายต่อน่าจะได้ราคาพอสมควร หรือมีผู้รับซื้อ เพราะเหตุว่า สมัยนี้ โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสินค้าแฟชั่นที่สามารถเปลี่ยนได้บ่อยมาก ปีละหลายๆเครื่อง หลายคนชอบเลือกยี่ห้อใหม่ๆ เพราะมีลูกเล่นแปลกๆ ราคาก็ไม่แพง แต่เวลาเปลี่ยนเครื่อง แทบจะหาคนรับซื้อไม่ได้เลย หรือแม้แต่หาคนซ่อม และอะไหล่ก็ยังยาก แบบนี้ เรียกว่าเป็นรุ่นรักเจ้าของ เพราะขายไม่ออกนั่นเองครับ ใครที่คิดว่าซื้อมาแล้วใช้ไปจนพังแน่นอนก็ผ่านข้อนี้ไปได้เลยครับ

                6.เลือกซื้อกับร้านค้าที่น่าเชื่อถือ เป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้มีเครื่องที่นำมาขายแบบเหมือนใหม่ ก็คือบางเครื่องคนซื้อไปไม่นานก็เบื่อ ไม่ชอบ คนขายก็รับซื้อมาแล้วนำมาขายเป็นเครื่องใหม่ในราคาถูกกว่าทั่วไปเล็กน้อย หรือแม้กระทั่งเครื่องที่ผ่านการซ่อมมาแล้วก็มี  หากซื้อที่ศูนย์ก็น่าจะสบายใจกว่า และยังมีประเภทที่ลงขายไว้ตามอินเตอร์เน็ตแบบราคาถูกเหลือเชื่อ พอโทรไปติดต่อให้โอนเงินมัดจำก่อน แบบนี้หลีกให้ห่างครับ โกงเราแน่นอนครับ

                7.ดูเงื่อนไขการรับประกันให้เข้าใจแจ่มแจ้ง เช่นเครื่องเสียหายใน 7 วันเปลี่ยนเครื่องใหม่หรือไม่ ถ้าเปลี่ยนต้องทำอย่างไร หรือเปลี่ยนที่ไหน เพราะบางทีต้องนำไปเปลี่ยนเองที่ศูนย์ไม่สามารถเปลี่ยนที่ร้านได้ หรือศูนย์บริการอยู่ที่ไหน รับรู้ไว้ล่วงหน้าเผื่อมีปัญหาจะได้รู้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรครับ

                8.จ่ายเงินแล้วขอใบเสร็จทุกครั้ง และหากมีใบรับประกันก็ให้กรอกส่งให้เรียบร้อย หรือเดี๋ยวนี้หลายๆยี่ห้อ สามารถลงทะเบียนรับประกันผลิตภัณฑ์ผ่านทางเวปได้ ก็ทำการลงทะเบียนให้เรียบร้อยครับเพื่อความชัวร์ว่าได้การรับประกันอย่างสมบูรณ์ครับ

                ท้ายนี้ขอให้คุณผู้อ่านได้มือถืออย่างที่ต้องการและมีความสุขและสะดวกสบายกับการใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่
ครับ
 หากอยากคุยกัน ก็อีเมล์มาคุยกันได้นะครับที่ mchawz@gmail.com อ้างสักนิดว่าจากคอลัมน์ M Talk ขอลาไปก่อน ขอบุญรักษาคุณผู้อ่านทุกท่านด้วยนะครับ/ mchaw


สำหรับเจ้าของกล้อง Nikon DSLR  คงเคยได้ยินเจ้าเลนส์กันสั่น หรือที่เรียกว่า VR (ค่ายหนอนเขาใช้ IS)

เลนส์ VR จะมี Mode ให้เลือก ระหว่าง Normal กับ Active ซึ่งโอกาสในการใช้แตกต่างกันเล็กน้อย

normal การกันสั่น จะอยู่ในแนว 4 ทิศทางครับ คือขึ้นลง และ ซ้ายขวา หมายถึงการทำงานของตัวมอเตอร์กันสั่น จะทำงานตรงข้ามกับการสั่นไหวของมือ เช่น เมื่อถือกล้อง แล้วมีการสั่น มอเตอร์จะชดเชยด้วยการปรับเลนส์ด้านในไปในทางตรงข้าม

Active การกันสั่น จะอยู่ในลักษณะ 2 ทิศทางคือ ขึ้นลง แต่ไม่ทำงานแบบซ้ายขวา  เอาไว้เวลาที่เรานั่งอยู่บนรถที่เคลื่อนที่ และความจำเป็นในการชดเชยขยับซ้ายขวาลดลง

ใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ทาง Nikon ได้มีหน้าสาธิตระบบ VR สำหรับผู้สนใจไว้ที่นี่ครับ
http://nikonimaging.com/global/technology/vr/index.htm


ผมเองก็คงเหมือนหลายๆท่าน ที่เริ่มการใช้งานกล้องคอมแพ็คมาก่อน  ซึ่งพื้นฐานของการถ่ายภาพนี้เองก็ได้มาจากคุณพ่อ ที่สมัยก่อน เป็นคนชอบถ่ายภาพ โดยเฉพาะเวลาที่ไปเที่ยว และ ถ่ายภาพความเปลี่ยนแปลงหรือเหตุการณ์สำคัญๆต่างๆในชีวิต โดยใช้ SLR ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นฟิล์มขาวดำ และขยับขึ้นมาเป็นฟิล์มสี  ที่ต้องซื้อฟิล์มความไวแสงตามที่จะใช้ ซึ่งสมัยแรกๆนั้นก็จะมี 100 หรือ 200  มาช่วงหลั้งจึงเริ่มมี 400 สำหรับถ่ายในยามค่ำคืน ผมยังจำได้สมัยเด็กๆเห็นโฆษณาฟิล์มยี่ห้อหนึ่งที่ใช้ความไวแสง 400 ถ่ายในตอนที่พ่อไปดูละครเวทีที่ลูกแสดงของโรงเรียน 

แต่หากค่าความไวแสงมากขึ้น ราคาก็จะแพงขึ้นตามไปด้วย  แต่สามารถถ่ายในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น แต่ผมเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย พ่อบอกให้ยืนตรงนี้ ทำท่าอย่างโน้นอย่างนี้ หันไปทางนั้น ก็ทำตามด้วยความไม่เต็มใจมากนักในบางครั้ง เพราะไม่ได้ชอบถ่ายรูปมากนัก

ตราบเมื่อเริ่มโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ก็ได้เริ่มใช้งานกล้อง แต่ผมไม่ชอบSLR หันไปชอบกล้องคอมแพ็ค ที่มีผู้นิยมเรียกว่า กล้องปัญญาอ่อน เพราะแค่เปิดแล้วกด ทุกอย่างก็เรียบร้อย ไม่ต้องมานั่งปรับรูปรับแสง โฟกัส หรือสปีดชัตเตอร์ให้วุ่นวาย แถมขนาดรูปทรงก็เล็กสามารถพกพาไปไหนๆได้อย่างสะดกรวดเร็วอีกด้วย  แถมในหลายๆครั้ง รูปที่อัดมาจากฟิล์มกล้องคอมแพ็คให้ความคมชัด สีสันดูสมบูรณ์กว่า กล้อง SLR ในสมัยนั้นเสียด้วย

ดังนั้นผมจึงไม่เคยสนใจใคร่มองกับเจ้า SLR อีกเลย โดยเฉพาะเมื่อยุคหนึ่งที่พี่ชายเล่นกล้อง และนำไปถ่ายภาพเพื่อนๆเวลาไปเที่ยว และภาพที่ได้คราวนั้น ติดสีโทนเหลืองบ้าง ส้มบ้าง ดูแล้วไม่สวยเอาเลย ความคมชัดก็ไม่ได้ดีเท่าไร  เทียบกับรูปที่ถ่ายจากคอมแพ็คแล้ว ดูโดยรวมดีกว่าเป็นไหนๆ  ยังนึกอยู่ในใจว่า พี่ชายไปอบรมการถ่ายภาพ และใช้กล้องหนักๆแพงๆ แล้วถ่ายมาอย่างนี้ สู้เราไม่ต้องคิดมาก ใช้คอมแพ็คโอกาสได้ภาพสวยๆมีมากกว่า ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้อีก

จนกระทั่ง เมื่อผมได้มาเกี่ยวข้องกับการขีดๆเขียนๆในวงการโทรศัพท์มือถือ จึงได้มีกล้อง ดิจิตอล แต่ก็ยังเป็นคอมแพ็คอยู่นั่นเอง เป็นของตัวเอง จำได้ว่าไปซื้อที่ห้างดังย่านปทุมวัน ในราคาราว หมื่นสาม เป็น Nikon Coolpix  ซึ่งมีความละเอียด 3 ล้านพิกเซล  ก็ถ่ายได้อย่างน่าพอใจและก็เริ่มใช้ถ่ายประกอบงานเขียนเรื่องเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือที่เริ่มเป็นที่นิยมในสมัยนั้นเรื่อยมา จากราคากล้องสิ่งที่ซื้อเพิ่มก็หนีไม่พ้น กระเป๋ากล้งในราวง 4-500 บาท  การ์ดหน่วยความจำที่ต้องซื้อเพิ่มอีก 128MB ซึ่งสมัยนั้น CF ขนาด 128MB ถ้าจำไม่ผิดราคาราว เกือบ 2 พันกว่าบาททีเดียวครับ จากนั้นก็หาซื้อถ่าย AA แบบชาร์ทได้มาใช้เพิ่มขึ้นอีก 4 ก้อนเพื่อให้สามารถถ่ายภาพได้นานขึ้น

ไม่นานนัก ราว2ปี ผมก็ได้เห็นกล้องคอมแพ็ค Cyber Shot รุ่นยอดนิยม หลายท่านเดาถูก ใช่ครับ ราว 3-4ปีเศษที่ผ่านมา มันคือ T1  เป็นคอมแพ็คที่ออกแบบรูปทรงมาได้สวยงามมาก และเป็นต้นแบบของ T series ค่าย Sony มาจนถึงทุกวันนี้ จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบกล้องให้แบนบาง การซูมออฟติคอลที่ไม่มีเลนส์ยื่นออกมา และการเลื่อนเปิดฝาหน้าเลนส์ในการถ่ายภาพ ความละเอียดในระดับ 5 ล้านพิกเซล ที่นับว่าใช้ได้ในยุคนั้น  ดูเก๋มากทีเดียว สนนราคาเครื่องศูนย์อยู่ราว 2 หมื่นต้น  ซึ่งผมก็ได้กัดฟันซื้อมาใช้งาน แต่แน่นอนไม่จบแค่กล้องก็ต้องซื้อ การ์ด 256MB และ กระเป๋ากล้อง ผมโชคดีมีคนรู้จักไปญี่ปุ่นฝากซื้อครบชุดได้ในราคาเท่าเครื่องศูนย์เมืองไทยที่ได้แต่ตัวกล้อง  จากนั้นก็ใช้ถ่ายภาพเรื่อยมา เป็นกล้องที่ถูกใจผมมากตัวหนึ่งเพราะใช้งานง่ายสะดวก เบาและคล่องตัว ใช้ไปใช้มาก็ต้องควักกระเป๋าหาซื้อแบตอีกก้อนที่ราคา 2 กว่าบาท(ก็ของโซนี่แท้นี่นะ) และหาซื้อ Memory Card 1GB มาใช้ในราคา 3 พันกว่าบาท(นี่ราคาลงมาจากเป็นหมื่นในสมัยแรกๆแล้วนะ)  เจ้า T1 นี่ผมใช้มากลายปีจนกระทั่งจอดับๆติดๆ โชคดีที่เมื่อนำไปเข้าศูนย์โซนี่ เขาเคลมให้แม้ว่าจะเป็นเครื่องหิ้ว  รู้สึกจะเป็นที่ตัวรับภาพเสีย ซึ่งเป็น Defect ของรุ่นนี้ครับ รู้สึกประทับใจจริงๆกับการปรัการของค่ายนี้

เมื่อปลายปี 2549 พี่ชายอยากได้กล้องใหม่ ก็ชวนผมไปเที่ยวงานกล้องที่ไบเทค บางนา เอา ไปก็ไปทั้งที่เราเองก็ไม่ได้สนใจมากนัก เขาปรึกษาว่าจะใช้ DSLR ดีหรือไม่ ไอ้เราก็ออกตัวไปว่า เป็นเรา เราไม่เล่น เพราะหนักก็หนัก แถมยังต้องมานั่งเรียนรู้การใช้งานอีก ไม่รู้จะหาเรื่องเสียตังแพงๆ หิ้วกล้องหนักและเรียนรู้ให้ปวดหัวไปทำไม สู้เวลาไปเที่ยวพกกล้องตัวเบาๆ แล้วถ่ายง่ายสะดวกกว่าอีก เราก็ไม่ได้เป็นมืออาชีพถ่ายภาพหากินเสียที่ไหน  ในที่สุดพี่ชายก็เลยไปชอบ Pana Lumix LX02 ซึ่งก็เป็นกล้อง Compact ที่เริ่มมีฟังก์ชั่นต่างๆเพิ่มขึ้นปรับตั้งค่าได้คล้ายๆ DSLR  ซึ่งผมเองก็คิดว่า ซื้อมาทำไปรุ่นนี้ ดูเกะกะเพราะเลนส์ยื่นออกมาจากตัวกล้องตั้งเยอะ  แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ส่วนตัวก็ไปเห็น T50 ในงาน กลับชอบเพราะอาศัยว่าใช้T1 อยู่เป็นทุน

จากนั้นก็มีโอกาสไปเที่ยวหลายครั้ง ทุกครั้งก็คิดเจ้า T1 ไปด้วย ได้ซื้อชุดกันน้ำสำหรับถ่ายใต้น้ำที่เขาลดราคามาเหลือ 3,900 จากเดิมหมื่นกว่า มาถ่ายเล่นๆในทะเลกับสระว่ายน้ำดูโอเคดีเหมือนกัน ถ่ายไปถ่ายมา เริ่มเห็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งคือเรื่องการถ่ายในภาวะแสงน้อยเช่นในโรงแรมที่ไปพัก หรือช่วงใกล้ค่ำ ดูแล้วไม่ได้เรื่องเอาเลย ภาพมักจะเกิดเบลอจากการที่เรามือไม่นิ่งบ้าง หรือตัวแบบขยับบ้าง  ใช้แฟลชก็ทำให้ขาววอกเฉพาะหน้าของตัวแบบบ้าง ฉากก็ไม่เห็นอะไรเลย  จึงนึกอยากได้คอมแพ็ครุ่นใหม่ๆที่โฆษณาว่า มีกันสั่น และ ISO สูงๆ (ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า ISO มีไว้ทำอะไร) ช่วยให้ได้ภาพคมชัดมากยิ่งขึ้น ก็เลยเริ่มศึกษาว่าควรจะหามาใช้ในลบราว 2 หมื่นไม่เกินนี้

 

ในที่สุดก็ได้คู่เหมาะสมคือ Cyber Shot T100 ที่ออกมาใหม่พร้อมโปรแกรมจับภาพใบหน้า และอีกรุ่นคือ 850is ของค่ายหนอน   ที่เด่นเรื่องป้องกันสั่นและภาพที่ใสแบบธรรมชาติ  ชอบรูปทรง T100 มากกว่า เมื่อมาลองตั้งกระทู้หาความเห็นใน Pantip/camera ทุกเสียงแนะนำ ค่ายหนอนมากว่า ก็เริ่มไปหาจับตัวเป็นๆตามร้าน  แต่ก็ยังลังเลระหว่าง 2 รุ่นนี้

จุดประสงค์ที่อยากได้กล้องใหม่ก็เพื่ออยากได้คุณภาพของภาพที่ดีกว่ารุ่นT1 ที่ใช้มาร่วม 4 ปีแล้วนั่นเอง แต่อะไรล่ะที่ทำให้เกิดความพลิกผันมาสู่ DSLR ได้ รบกวนอ่านต่อในบทหน้าเร็วๆนี้ครับ...


วันที่ห้า เริ่มต้นสตาร์ท 6-7-8 เช่นเคย  วันนี้โปรแกรมมีแค่ครึ่งวัน เพราะจะเดินทางกลับเมืองไทยแล้วในช่วงเย็นๆ  

เริ่มต้นกันด้วยการเดินทางสู่เมืองนาริตะ ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งของสนามบิน โดยสนามบินนี้จะเปิดถึงแค่เที่ยงคืนครับ เครื่องที่บินหลังจากนี้จำเป็นต้องไปลงที่โอซาก้า (ผมก็เพิ่งเคยได้ยินนะนี่ว่า สนามบินไม่ได้เปิด 24ชม.)

เข้าชมวัดนาริตะซัง วัดที่มีประวัติเก่าแก่ อายุมากกว่า 1,000 ปี

วัดนี้เป็นวัดที่บูชาเทพเจ้าแห่งไฟ  วิหารสร้างจากไม้สนทั้งหลังเพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่น มีสวนญี่ปุ่นที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม

วันที่ไป มีพิธีบูชาไฟ ซึ่งมีธรรมเนียมในการนำกระเป๋าเงินไปอังไฟ ตามความเชื่อที่ว่าจะช่วยให้มีเงินไหลเข้ากระเป๋ามากขึ้น  โดยมีคนญี่ปุ่นไปเข้าคิวนำกระเป๋าไปอังไฟพอสมควร ทริปนี้ก็ได้อานิสงค์ไปด้วยครับ

แน่นอนเดินออกจากวัด ก็มีร้านของฝากให้ได้เสียสตางค์กันพอหอมปากหอมคอ (อดใจไม่ไหว)

จากวัด ก็เดินทางไปช็อปที่ห้างจัสโก้ ใกล้ๆสนามบิน มีเวลาราว 2-3 ชั่วโมงสุดท้าย ห้างนี้ มีทั้งส่วนของห้างเอง และพลาซ่าที่มีร้านค้ามาเปิดขาย ใหญ่พอสมควรครับ  หลายร้านก็มีของน่ารักๆมาขาย มีร้าน 100 เยน ซึ่งของมากมายทุกอย่าง 100 เยน และก็มี Kitty Shop สำหรับแฟน เจ้าเหมียวไร้ปากตัวนี้

อาหารเที่ยง ทานที่ฟู๊ด เซนเตอร์  ซึ่งที่นี่จะต้องไปดูเมนูที่หน้าร้าน ซึ่งจะเป็นตู้ มีรูปและราคาบอกไว้เสร็จ  ให้นำสตางค์ใส่ตามราคา จากนั้น ก็จะได้ตั๋วมา 1 ใบ นำไปให้คนขาย คนขายจะให้เครื่องเพจ มา 1 เครื่อง เราเดินไปซื้อน้ำก่อนได้  พอเจ้าเครื่องนี้ ร้องเมื่อไร เราก็เดินไปรับอาหารได้และคืนเครื่องที่ว่านี้ให้ทางร้านไป  ทานเสร็จก็ต้องบริการตนเองด้วยการนำถาดพร้อมจานอาหารไปวางที่ข้างๆร้านด้วยครับ

ราคาอาหารที่นี่แพงมาก อย่างราเมน ที่นี่ ราคาไม่ต่ำกว่า 4-500 เยนต่อชาม ซึ่งเมื่อคูณ อัตรา 0.2921 ที่แลกไปแล้ว ก็ตกราว ร้อยกว่าบาทครับ

จากนั้นก็เดินทางไปรอเครื่องที่สนามบินนาริตะ เป็นอันจบการท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ผมใฝ่ฝันอยากไปตั้งแต่เด็ก (มาได้ไปเอาตอนเกินหนุ่มมาพอควรแล้ว)  ขอบพระคุณที่กรุณาติดตามครับ

ซาโยนาระ ญี่ปุ่นครับ


Blog EntryMay 29, '07 6:31 AM
for everyone

วันที่ 4 ของการทัวร์ญี่ปุ่น เริ่มต้นเช้าวันอาทิตย์ มองออกนอกหน้าต่าง ถนนยังคงเงียบเหงาในเวลาราว 6 โมงเช้า อาจเป็นเพราะเป็นวันหยุด อากาศดูขมุกขมัว แต่พยากรณ์อากาศไม่มีฝน ก็โล่งใจ เพราะวันนี้จะไป ดิสนีย์แลนด์ครับ

เช้าเดินทางไปวัด อาซะกุซ่า  ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในโตเกียว ใครมาโตเกียวก็ต้องมีทริปมาวัดนี้แน่ๆครับ ที่นี่จะมีพระพุทธรูปทองคำ และเด่นสุดน่าจะเป็นโคมไฟที่มีขนาดใหญ่ความสูงราว 4 เมตรครึ่งครับ

ก่อนทำบุญให้ท่านเดินข้ามายังบ่อน้ำที่อยู่ด้านหน้า แล้วตักน้ำบ้วนปาก ล้างมือทั้งสองให้เรียบร้อยเป็นประเพณีของที่นี่ครับ จะได้ได้บุญเยอะๆครับ

การทำบุญของที่นี่ โยนเหรียญลงไปในกล่องรับ จากนั้นตบมือ 2 ครั้งครับ แล้วอธิษฐาน เหรียญที่ใช้ แนะนำให้เป็นเหรียญ 5 เยน ซึ่งจะเป็นเหรียญทองมีรูกลมตรงกลางซึ่งในความหมายของญี่ปุ่นจะดีมากๆ แต่ผมจำไม่ได้ครับ แต่หากไม่มีจะโยนแบงค์ 10,000 เยนลงไปพระท่านก็ไม่ว่าจะไรครับ

มีแหล่งช็อปปิ้งเป็นของกระจุกกระจิก มาเช้าหน่อยยังไม่ค่อยเปิดร้านมากนัก แต่ของน่าซื้อทั้งนั้นโดยเฉพาะคุณสาวๆและเด็กๆ ของกระจุกกระจิกเหล่านี้  ถ้าเผลออาจเสียตังค์หลายพันเยนครับ

โตเกียว ดิสนีย์แลนด์ ตามประวัติ เป็นดิสนีย์แลนด์แห่งแรกที่สร้างนอก อเมริกา โดยสร้างในปี พ.ศ.2526 ด้วยการถมทะเล และยังมีดิสนีย์ซี อยู่ติดกัน (แต่ทริปนี้ไม่ได้ไปครับ) ได้ข้อมูลมาว่า ดิสนีย์ ซี จะเน้นเครื่องเล่นผู้ใหญ่ๆ มากกว่า  ส่วนดิสนย์แลนด์ จะเป็นเครื่องเล่นทั่วไปมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่เล่นได้ ทั้งยังมีขนาดใหญ่และมีของเล่นมากกว่าครับ

การเข้าเล่นที่นี่ ซื้อตั๋วทีเดียว เล่นได้ทุกอย่างทั้งวัน  เสียดายที่นี่ไม่มี Fast Track เหมือน Universal การเล่นคงต้องต่อคิวเอาเอง ซึ่งในวันหยุดอย่างนี้ เครื่องเล่นแต่ละอย่างจะต่อคิวยาววววววววววมาก หน้าเครื่องเล่นก่อนต่อคิว จะมีป้ายแสดงเวลาในการรอครับ หากเป็นเครื่องเล่นนิยมๆ อาจรอกว่า 1 ชม.ในการต่อแถวครับ

ไปเริ่มต้นกันที่ small world ซึ่งคนไม่เยอะรอราว 15 นาที  โดยมีเทคนิคว่า ให้คนหนึ่งในที่นี้คือ ไกด์  นำตั๋วของเราไปจองเวลาเครื่องเล่นอันอื่นไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่เสียเวลารอมากนัก ซึ่งทำให้ในวันหยุดคนเยอะอย่างนี้ก็ยังเล่นเครื่องเล่นได้มากกว่า 8 อย่างครับ

สำหรับ small world เป็นเครื่องเล่นที่เราล่องเรือตามทาง และผ่านฉากแต่ละห้องซึ่งตกแต่งเป็นตุ๊กตาใส่เครื่องแต่งกายจากทั่วโลก แสงสีตระการตาพร้อมเพลงไพเราะ นับว่า น่ารักมากๆครับ

อีกหนึ่งเครื่องเล่นที่ไม่น่าพลาดคือ บ้านหมีพู เนื่องจากเป็นเครื่องเล่นที่แม้จะดูว่าเป็นเด็ก แต่ทำได้ดีมาก โดยการออกแบบให้รถที่นั่งเลื่อนไปมาได้อย่างอิสระ เหมือนไม่ได้มีการควบคุม เพราะไม่มีร่องหรือเส้นทางใดๆบอกว่ารถเราจะไปทางไหนเลย เยี่ยมมากทีเดียว

มีตัวการ์ตูนเอกมาให้ถ่ายรูปด้วย คนมาถ่ายรูปแน่นมากกว่าจะเบียดไปถ่ายได้  เดินเล่นรอเวลาในการดู พาเหรด ตอน 1 ทุ่มครึ่ง  กวาดสายตา พบสาวญี่ปุ่น ก็ขออนุญาตนำมาฝากกันครับ ดูได้ที่ Photo ครับ ไม่รู้ผมอคติหรือเปล่านะ  แต่ว่า มาที่ญี่ปุ่นนี่ เดี๋ยวก็เห็นสาวน่ารักๆอีกแล้ว เหมือนจะมีคนหน้าตาดีมากครับ  เสียดายไม่ได้นำเจ้า 70-300 VR ไปด้วย ก็เลยถ่ายไม่ค่อยสะดวก เพราะพอเขาเห็นกล้องก็หลบกันวูบวาบ

พาเหรด ที่ไกด์ให้ข้อมูลว่า เป็นพาเหรดที่อลังการที่สุดของดิสนีย์กันครับ (บอกว่าสวยกว่าที่ดิสนย์แลนด์อื่นๆในโลก)  ช่วงนี้ แสงน้อยมาก เพราะพาเหรดกว่าจะเริ่มราว ทุ่มครึ่ง ฟ้ามืดสนิท ผมก็เลยลองนำจ้า D80 มาต่อกับ 50/1.4 ที่ติดกระเป๋าไปด้วย มาลองเก็บภาพมาฝากนะครับ

ที่นี่คนมานั่งจองที่กันตั้งแต่ยังไม่ 18.00 น.เลยครับ  ไม่ยังงั้น ไม่ได้นั่งแถวหน้า  แต่พื้นที่นี่สะอาดมากครับ เพราะเขาทำความสะอาดเกือบตลอดเวลาโดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเก็บความเกือบทุกจุด  

ตัวพื้นเองก็ปูทับด้วยวัสดุคล้ายที่ปูสนามเทนนิสครับ ทำให้เรียบ แต่ไม่ลื่น นั่งไปได้สบาย คนญี่ปุ่น จะมีเสื่อพลาสติก มาปูรองนั่ง และจองที่ด้วยครับ

ใช้เวลาแสดงราว 30 นาทีครับ  จากนั้นก็จุดพลุ แต่ออกไปทานข้าวเย็นกันเสียก่อนเลยไม่ได้อยู่ดูพลุ ขอจบที่ภาพนี้ ขอบพระคุณที่กรุณาติดตามครับ  ขอจบวันที่ 4 เท่านี้ครับ

 


 


Pages:12